ตัวอย่าง KPI พนักงาน แยกตามตำแหน่ง: 6 ฝ่ายพร้อมใช้ + วิธีตั้ง KPI จาก Job Description

EsteeMATE Team | ทีมพัฒนาระบบ Performance Management สำหรับ SME ไทย — มีประสบการณ์ออกแบบระบบ KPI และการประเมินผลให้องค์กรมากว่า 10 ปี วางตัวชี้วัดให้ตำแหน่งงานหลากหลายตั้งแต่ฝ่ายผลิตจนถึงระดับผู้บริหาร ครอบคลุมทั้ง Manufacturing, Retail, Service และ Tech


“ใครพอมีตัวอย่าง KPI พนักงานขายบ้างคะ?”

คำถามนี้โผล่ในกลุ่ม HR บน Facebook แทบทุกสัปดาห์ — บางทีก็เป็น “ขอตัวอย่าง KPI ฝ่ายบัญชี” บางทีก็ “KPI ฝ่ายคลังตั้งยังไงดี” คอมเมนต์ที่ตามมามักจะเป็นไฟล์ Excel ที่ส่งต่อกันมาหลายทอด ไม่มีใครรู้ที่มา และส่วนใหญ่ ตั้งมาวัด “กิจกรรม” ไม่ใช่ “ผลลัพธ์”

จากประสบการณ์วางระบบประเมินให้ SME ไทยหลายสิบแห่ง เราพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “หาตัวอย่างไม่ได้” — ตัวอย่าง KPI เกลื่อนอินเทอร์เน็ต — แต่อยู่ที่ ไม่รู้ว่าตัวอย่างไหนเหมาะกับตำแหน่งจริง และจะแปลงจากหน้าที่งานในใบ Job Description มาเป็นตัวเลขที่วัดได้ยังไง

บทความนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน:

  1. ตัวอย่าง KPI พร้อมใช้ 6 ฝ่ายยอดฮิต — แต่ละตัวมีครบ: วิธีวัด เป้าหมาย และรอบการประเมิน
  2. วิธีตั้ง KPI จาก Job Description ทีละขั้น — สูตรที่ใช้ได้กับทุกตำแหน่ง แม้ตำแหน่งที่ไม่มีในรายการ

📥 ดาวน์โหลดฟรี: KPI Library พร้อมใช้ 6 ฝ่าย (ไฟล์ Excel) — รวม KPI ทั้ง 30 ตัวในบทความนี้ พร้อมวิธีวัด เป้าหมาย และ Template เปล่าไว้ตั้ง KPI ของตำแหน่งคุณเอง ไม่ต้องกรอกอีเมล


ก่อนดูตัวอย่าง: KPI ที่ดีต้องมี 4 องค์ประกอบ

ตัวอย่าง KPI ที่ “ก๊อปไปใช้ได้เลย” ส่วนใหญ่ใช้ไม่ได้จริง เพราะขาดองค์ประกอบสำคัญ KPI ที่วัดได้จริงต้องมีครบ 4 ส่วน:

องค์ประกอบคำถามที่ต้องตอบได้
ชื่อ KPIวัดผลลัพธ์อะไร (ไม่ใช่กิจกรรม)
วิธีวัดเอาตัวเลขมาจากไหน ใครเป็นคนบันทึก
เป้าหมายตัวเลขเท่าไหร่ถึงเรียกว่า “ผ่าน”
รอบการประเมินวัดถี่แค่ไหน — รายวัน สัปดาห์ เดือน ไตรมาส

ตารางตัวอย่างด้านล่างทุกฝ่ายใช้โครงนี้ทั้งหมด


1. ตัวอย่าง KPI พนักงานขาย (Sales)

ฝ่ายที่ถูกถามถึงมากที่สุด — และเป็นฝ่ายที่ตั้ง KPI ผิดบ่อยที่สุด เพราะมักวัดแค่ “ยอดขาย” ตัวเดียว ทั้งที่ยอดขายเป็นผลลัพธ์ปลายทางที่มาจากหลายปัจจัย

KPIวิธีวัดเป้าหมายรอบประเมิน
ยอดขายที่ปิดได้ยอดขายจริงในระบบ ÷ เป้าหมายที่ตั้งไว้≥ 100% ของ targetรายเดือน
อัตราการปิดการขาย (Close Rate)ดีลที่ปิดได้ ÷ จำนวน opportunity ทั้งหมด≥ 25%รายเดือน
จำนวนลูกค้าใหม่นับลูกค้าใหม่ที่มียอดสั่งซื้อจริงตามเป้าทีม (เช่น ≥ 5 ราย)รายเดือน
มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ยอดขายรวม ÷ จำนวนออเดอร์เพิ่มขึ้น ≥ 10% เทียบปีก่อนรายไตรมาส
อัตราการซื้อซ้ำของลูกค้าเดิมลูกค้าที่ซื้อซ้ำ ÷ ลูกค้าทั้งหมด≥ 80%รายไตรมาส

ข้อสังเกตจากประสบการณ์: อย่าใส่ “จำนวนการโทร/นัดลูกค้า” เป็น KPI หลัก — มันเป็น activity metric ที่เหมาะเป็นตัวชี้วัดรองไว้ดู pipeline เท่านั้น ถ้าตั้งเป็น KPI หลัก พนักงานจะโทรให้ครบจำนวนโดยไม่สนคุณภาพดีล


2. ตัวอย่าง KPI ฝ่ายการตลาด (Marketing)

KPIวิธีวัดเป้าหมายรอบประเมิน
จำนวน Qualified Leads (MQL)นับ lead ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพตามเป้า (เช่น ≥ 100/เดือน)รายเดือน
ต้นทุนต่อ Lead (Cost per Lead)งบโฆษณา ÷ จำนวน lead≤ เป้าที่ตั้ง (เช่น ≤ 150 บาท)รายเดือน
อัตรา Conversion จาก Lead เป็นลูกค้าลูกค้าที่ปิดได้ ÷ lead ที่ส่งให้ Sales≥ 10%รายเดือน
การเติบโตของ Organic Trafficsessions จาก search เทียบเดือนก่อนโต ≥ 10% ต่อเดือนรายเดือน
ROI ของแคมเปญรายได้ที่เกิดจากแคมเปญ ÷ งบที่ใช้≥ 3 เท่าต่อแคมเปญ

Common mistake: วัด “ยอดไลก์/ยอดผู้ติดตาม” เป็น KPI หลัก — ตัวเลขเหล่านี้เป็น vanity metric ที่ไม่เชื่อมกับรายได้ ควรวัดถึง lead และ conversion เป็นหลัก


3. ตัวอย่าง KPI ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Service)

KPIวิธีวัดเป้าหมายรอบประเมิน
เวลาตอบกลับครั้งแรก (First Response Time)เวลาเฉลี่ยตั้งแต่รับเรื่องถึงตอบครั้งแรก≤ 1 ชั่วโมงรายสัปดาห์
อัตราแก้ปัญหาในครั้งเดียว (FCR)เคสที่จบในครั้งเดียว ÷ เคสทั้งหมด≥ 70%รายเดือน
คะแนนความพึงพอใจ (CSAT)คะแนนเฉลี่ยจากแบบสอบถามหลังบริการ≥ 4.5 จาก 5รายเดือน
อัตราการ Escalateเคสที่ต้องส่งต่อหัวหน้า ÷ เคสทั้งหมด≤ 10%รายเดือน
จำนวนเคสที่ปิดต่อวันนับเคสที่ปิดสมบูรณ์ตามมาตรฐานทีมรายสัปดาห์

4. ตัวอย่าง KPI ฝ่ายบัญชี/การเงิน (Accounting & Finance)

ฝ่ายที่ KPI มักวัดยากเพราะงานเป็น “ความถูกต้อง” ไม่ใช่ “ปริมาณ” — เคล็ดลับคือวัดที่ความผิดพลาดและความตรงเวลา

KPIวิธีวัดเป้าหมายรอบประเมิน
ความถูกต้องของการบันทึกบัญชีจำนวนรายการผิดพลาด ÷ รายการทั้งหมด< 1%รายเดือน
ปิดงบการเงินตรงเวลาปิดงบได้ภายในวันที่กำหนด100%รายเดือน
ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (DSO)จำนวนวันเฉลี่ยกว่าจะเก็บเงินได้≤ 45 วันรายเดือน
ความตรงเวลาของการยื่นภาษียื่นครบกำหนดไม่มีค่าปรับ100%รายเดือน
การจ่ายเจ้าหนี้ตรงกำหนด (AP On-time)บิลที่จ่ายตรงเวลา ÷ บิลทั้งหมด≥ 98%รายเดือน

5. ตัวอย่าง KPI ฝ่ายบุคคล (HR)

KPIวิธีวัดเป้าหมายรอบประเมิน
ระยะเวลาสรรหา (Time to Fill)วันเฉลี่ยจากเปิดรับถึงรับเข้าทำงาน≤ 30 วันต่อตำแหน่ง
อัตราการลาออกของพนักงานใหม่ (90 วัน)คนที่ออกใน 90 วัน ÷ คนเข้าใหม่≤ 10%รายไตรมาส
การอบรมตามแผน (IDP)พนักงานที่ได้ train ตามแผน ÷ ทั้งหมด≥ 90%รายไตรมาส
ความตรงเวลาของการจ่ายเงินเดือนจ่ายตรงงวดไม่มีข้อผิดพลาด100%รายเดือน
คะแนนความผูกพันพนักงาน (eNPS)คะแนนเฉลี่ยจากแบบสำรวจ≥ เป้าที่ตั้งรายครึ่งปี

ข้อสังเกต: KPI “อัตราการลาออกของพนักงานใหม่ 90 วัน” เชื่อมตรงกับคุณภาพ onboarding — ถ้าตัวเลขนี้สูง ให้กลับไปดูที่กระบวนการรับคนเข้า ไม่ใช่โทษพนักงาน (เราเขียนเรื่องนี้ละเอียดในบทความวิเคราะห์สาเหตุการลาออกด้านล่าง)


6. ตัวอย่าง KPI ฝ่ายคลังสินค้า/โลจิสติกส์ (Warehouse & Logistics)

KPIวิธีวัดเป้าหมายรอบประเมิน
ความแม่นยำของสต็อก (Inventory Accuracy)ยอดนับจริง ÷ ยอดในระบบ≥ 98%รายเดือน
อัตราการจัดส่งตรงเวลา (On-time Delivery)ออเดอร์ที่ส่งตรงเวลา ÷ ทั้งหมด≥ 95%รายสัปดาห์
ความถูกต้องในการหยิบสินค้าออเดอร์ที่หยิบถูก ÷ ทั้งหมด≥ 99%รายสัปดาห์
อัตราสินค้าเสียหาย/สูญหายมูลค่าสินค้าเสียหาย ÷ มูลค่ารวม≤ เป้าที่ตั้งรายเดือน
ระยะเวลาเตรียมออเดอร์เวลาเฉลี่ยตั้งแต่รับออเดอร์ถึงพร้อมส่ง≤ มาตรฐานทีมรายสัปดาห์

วิธีตั้ง KPI จาก Job Description ทีละขั้น

ถ้าตำแหน่งที่คุณดูแลไม่อยู่ใน 6 ฝ่ายข้างบน — หรือคุณอยากตั้ง KPI ที่ตรงกับงานจริงมากกว่าตัวอย่างทั่วไป — ใช้สูตร 5 ขั้นนี้แปลงจาก Job Description ได้ทุกตำแหน่ง

ขั้นที่ 1: ดึง “หน้าที่หลัก” ออกจาก JD

เปิด Job Description แล้วไฮไลต์เฉพาะ key responsibilities — มักมี 4-6 ข้อ ตัดงานจิปาถะ (ad-hoc) ออกก่อน เราจะตั้ง KPI เฉพาะงานที่เป็น “หัวใจของบทบาท”

ขั้นที่ 2: แปลงแต่ละหน้าที่เป็น “ผลลัพธ์” ไม่ใช่ “กิจกรรม”

นี่คือขั้นที่คนพลาดมากที่สุด:

  • ❌ “โทรหาลูกค้า” (กิจกรรม) → ✅ “ปิดการขาย / รักษาลูกค้าเดิม” (ผลลัพธ์)
  • ❌ “ลงบัญชีรายวัน” (กิจกรรม) → ✅ “บันทึกบัญชีถูกต้องและปิดงบตรงเวลา” (ผลลัพธ์)
  • ❌ “จัดอบรม” (กิจกรรม) → ✅ “พนักงานได้พัฒนาตามแผนและนำไปใช้ได้” (ผลลัพธ์)

ขั้นที่ 3: เลือกตัวชี้วัด (Metric) ที่สะท้อนผลลัพธ์

ถามว่า “ถ้าทำงานนี้สำเร็จ จะเห็นจากตัวเลขอะไร?” — ตัวเลขนั้นคือ metric เลือกที่ เก็บข้อมูลได้จริง จากระบบที่มีอยู่ ไม่ใช่ตัวเลขในฝัน

ขั้นที่ 4: ตั้งเป้าหมายแบบมี Baseline

อย่าตั้งเป้าลอยๆ ดูตัวเลขย้อนหลัง 3-6 เดือนก่อน (baseline) แล้วตั้งเป้าที่ “ท้าทายแต่ทำได้” — ถ้าไม่มีข้อมูลภายใน ให้อ้างอิงมาตรฐานอุตสาหกรรมหรือ market benchmark

ขั้นที่ 5: กำหนดรอบประเมิน + เจ้าของข้อมูล

ทุก KPI ต้องระบุว่า ใครเป็นคนดึงตัวเลขมาในแต่ละรอบ ถ้าไม่มีคนรับผิดชอบ data พอถึงสิ้นเดือนจะวัดไม่ได้จริง และ จำกัดที่ 5-8 KPI ต่อคน — มากกว่านี้ไม่มีใคร track ไหว


4 กับดักที่ทำให้ KPI ใช้ไม่ได้จริง

จากการรีวิวไฟล์ KPI ขององค์กรหลายสิบแห่ง นี่คือกับดักที่เจอซ้ำๆ:

  1. วัดกิจกรรมแทนผลลัพธ์ — “ส่งรายงาน 20 ฉบับ” ไม่ได้บอกว่ารายงานสร้างคุณค่าหรือเปล่า
  2. KPI เยอะเกินไป — เคยเห็นไฟล์ที่ตั้ง KPI 18 ตัวต่อคน สุดท้ายไม่มีใคร track เลยสักตัว
  3. ก๊อปข้ามตำแหน่ง/ข้ามบริษัท — KPI ฝ่ายขายบริษัท B2C ใช้กับ B2B ไม่ได้ บริบทต่างกัน
  4. ไม่มีเจ้าของข้อมูล — ตั้ง KPI สวยหรู แต่พอสิ้นเดือนไม่มีใครรู้ว่าตัวเลขมาจากไหน

ดาวน์โหลดฟรี: KPI Library พร้อมใช้ 6 ฝ่าย (Excel)

ขั้นตอน 5 ข้อข้างบนใช้เวลาและประสบการณ์ ถ้าอยากได้ “จุดเริ่มต้น” ไว้ปรับต่อ เรารวบ KPI ทั้งหมดในบทความนี้ไว้เป็นไฟล์ Excel พร้อมใช้:

📥 KPI-Library-by-Role.xlsx — ดาวน์โหลดฟรี ไม่ต้องกรอกอีเมล

ภายในไฟล์ประกอบด้วย:
– KPI พร้อมใช้ 6 ฝ่าย (30 ตัว) — ขาย / การตลาด / ลูกค้าสัมพันธ์ / บัญชี / HR / คลังสินค้า พร้อมวิธีวัด เป้าหมาย และรอบประเมิน
– ชีตคู่มือ — หลัก 4 องค์ประกอบของ KPI + วิธีตั้ง KPI จาก JD 5 ขั้น
– Template เปล่า — ไว้ตั้ง KPI ของตำแหน่งอื่นที่ไม่อยู่ในรายการ

นำไปปรับเป้าหมายตามข้อมูล baseline จริงขององค์กรได้ทันที

🔜 เร็วๆ นี้: เครื่องมือสร้าง KPI อัตโนมัติจาก Job Description — วาง JD แล้วได้ KPI ร่างพร้อมวิธีวัดและเป้าหมายทันที (กำลังพัฒนา)


เมื่อไหร่ที่ Excel เริ่มไม่พอสำหรับการ track KPI

ตั้ง KPI เสร็จแล้วเป็นแค่จุดเริ่ม — ความท้าทายจริงคือการ track ผลทุกเดือนของพนักงานหลายคนหลายฝ่าย ช่วงเริ่มต้น Excel หรือ Google Sheets เพียงพอ และเราแนะนำให้เริ่มจากตรงนั้นเสมอ (ซีรีส์ Excel Performance Management ของเราสอนตั้งแต่ศูนย์ถึง dashboard)

แต่เมื่อองค์กรโตเกิน ~150-250 คน หรือมี KPI หลายระดับที่ต้อง cascade จากเป้าบริษัทลงสู่รายบุคคล จุดที่ Excel เริ่มสะดุดคือ:

  • เชื่อมข้อมูลหลายแหล่ง (ยอดขาย, ระบบบัญชี, attendance) ให้อัปเดตอัตโนมัติ
  • เก็บประวัติการประเมินย้อนหลัง หลายรอบโดยไม่ต้องก๊อปไฟล์ใหม่ทุกไตรมาส
  • ให้พนักงานแต่ละคนเห็น KPI ของตัวเอง แบบ real-time โดยไม่ต้องส่งไฟล์ไปมา

เคสแบบนี้คือเหตุผลที่หลายองค์กรย้ายมาใช้ระบบ Performance Management ที่ออกแบบมาเพื่อ HRD โดยเฉพาะ — แต่ถ้าองค์กรของคุณยังเล็ก ตัวอย่าง KPI + Excel ในบทความนี้ก็เพียงพอแล้ว เริ่มจากเล็กก่อนเสมอ


สรุป: 5 สิ่งที่ต้องจำเรื่องการตั้ง KPI

  1. KPI ที่ดีต้องครบ 4 ส่วน — ชื่อ, วิธีวัด, เป้าหมาย, รอบประเมิน
  2. วัดผลลัพธ์ ไม่ใช่กิจกรรม — “ปิดการขาย” ไม่ใช่ “จำนวนสายโทร”
  3. แปลงจาก JD ทีละขั้น — ดึงหน้าที่หลัก → ผลลัพธ์ → metric → เป้า → รอบ
  4. จำกัด 5-8 KPI ต่อคน และต้องมีเจ้าของข้อมูลทุกตัว
  5. อย่าก๊อปข้ามบริบท — ปรับตัวอย่างให้เข้ากับงานจริงเสมอ

บทความที่เกี่ยวข้อง




ตัวอย่าง JD งานกราฟฟิค


ตัวอย่าง JD งานโรงแรม


ตัวอย่าง JD งานบริการ


ตัวอย่าง JD งานเซลส์


ตัวอย่าง JD งานขนส่ง


ตัวอย่าง JD งานเซลส์


ตัวอย่าง JD งานไอที


ตัวอย่าง JD งานฝึกอบรม


ตัวอย่าง ระบบติดตาม KPI สำหรับทีมขาย


Search the website