กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่ม 1 ต.ค. 2569: ใครต้องส่ง หักเท่าไหร่ ใช้เอกสารอะไรบ้าง (คู่มือ HR ฉบับสมบูรณ์)

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป นายจ้างที่เข้าเกณฑ์ต้องเริ่มหักเงินสะสมและนำส่งเงินสมทบเข้า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน — และจากที่เราโพสต์เรื่องนี้ในเพจ EsteeMATE ช่วงที่ผ่านมา คำถามเข้ามาเยอะมากจนเห็นชัดว่า HR และเจ้าของกิจการจำนวนมากยังไม่แน่ใจว่า บริษัทตัวเองต้องเข้าไหม ต้องหักใครบ้าง หักเท่าไหร่ และต้องใช้เอกสารอะไร

บทความนี้รวมทุกคำตอบไว้ที่เดียว: เกณฑ์ว่าใครต้องเข้ากองทุน อัตราเงินสะสม–เงินสมทบ ประเภทลูกจ้างที่ต้องนำส่ง ความต่างระหว่าง EWF กับ PVD และประกันสังคม บทบาทของแต่ละฝ่ายในองค์กร ไปจนถึงเอกสารทั้ง 15 ขั้นตอน ตั้งแต่ขึ้นทะเบียน (สกล.3) จนลูกจ้างได้รับเงินคืน พร้อม EWF Compliance Kit (PDF) เช็คลิสต์ฉบับพิมพ์ใช้งานจริงให้ดาวน์โหลดฟรีท้ายบทความ

EsteeMATE Team | ทีมพัฒนาระบบ Performance Management สำหรับ SME ไทย — ทำงานร่วมกับ HR และ Payroll ขององค์กรไทยมากว่า 10 ปี ตั้งแต่การวางระบบข้อมูลพนักงาน การประเมินผล KPI ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายแรงงานและสวัสดิการ

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน บริหารโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (DLPW) เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างมีเงินก้อนเมื่อออกจากงาน เกษียณ หรือเสียชีวิต และบรรเทาความเดือดร้อนกรณีถูกเลิกจ้างหรือนายจ้างไม่จ่ายเงินตามกฎหมาย

กลไกคล้ายการออมภาคบังคับ: ลูกจ้างถูกหักเงินสะสมจากค่าจ้างทุกเดือน นายจ้างสมทบเพิ่มในอัตราเท่ากัน เงินทั้งสองก้อนเข้าบัญชีรายบุคคลของลูกจ้างในกองทุน และเมื่อสิ้นสุดการจ้าง ลูกจ้าง (หรือผู้รับผลประโยชน์กรณีเสียชีวิต) ยื่นขอรับเงินคืนได้ทั้งเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนของกองทุน

บริษัทแบบไหนต้องเข้ากองทุน?

เกณฑ์หลักมี 2 ข้อ ต้องเข้าเงื่อนไขทั้งคู่:

  1. มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
  2. ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือไม่ได้จัดสวัสดิการเทียบเท่าตามที่กฎหมายกำหนด

มี PVD อยู่แล้ว ต้องทำ EWF อีกไหม? (จุดที่ถามกันมากที่สุด)

  • มี PVD ครอบคลุมพนักงานทุกคน → ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเข้า EWF
  • มี PVD แต่พนักงานบางคนไม่ได้เป็นสมาชิก → คนที่ไม่ได้อยู่ใน PVD อาจต้องเข้า EWF ตามกฎหมาย — จุดนี้พลาดกันบ่อยเพราะหลายบริษัทให้ PVD เฉพาะพนักงานที่ผ่านทดลองงานหรือสมัครใจเข้าเท่านั้น
  • ไม่มี PVD → ต้องเข้าระบบ EWF ตามกฎหมาย

จากประสบการณ์ที่ทีมเราคุยกับ HR หลายองค์กรช่วงนี้ เคสที่อันตรายที่สุดคือบริษัทที่มี PVD แล้ว”นิ่งใจ”ว่าตัวเองยกเว้นแน่นอน ทั้งที่จริงมีพนักงานรายวันหรือพนักงานใหม่จำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก PVD — แนะนำให้ดึงรายชื่อพนักงานทั้งหมดเทียบกับทะเบียนสมาชิก PVD ก่อนวันบังคับใช้ จะเห็นทันทีว่ามี “ช่องว่าง” หรือไม่

หักเท่าไหร่ นำส่งเมื่อไหร่?

ช่วงเวลาลูกจ้าง (เงินสะสม)นายจ้าง (เงินสมทบ)รวม
1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 25740.25% ของค่าจ้าง0.25% ของค่าจ้าง0.50%
ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไป0.50% ของค่าจ้าง0.50% ของค่าจ้าง1.00%

นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้าง แล้วนำส่งพร้อมเงินสมทบฝั่งนายจ้าง ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ผ่านช่องทางที่กรมสวัสดิการฯ กำหนด (รวมถึงระบบ e-Payment) การนำส่งล่าช้าหรือไม่นำส่งมีภาระเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นควรผูกงานนี้เข้ากับปฏิทิน Payroll ประจำเดือนตั้งแต่แรก

ตัวอย่างให้เห็นภาพ: พนักงานเงินเดือน 20,000 บาท ช่วงแรกจะถูกหักเงินสะสมเดือนละ 50 บาท และนายจ้างสมทบอีก 50 บาท — ภาระต่อคนไม่มาก แต่สิ่งที่หนักจริงคืองานข้อมูลและวินัยการนำส่ง โดยเฉพาะองค์กรที่มีลูกจ้างรายวันเข้า–ออกบ่อย

ลูกจ้างประเภทไหนบ้างที่ต้องนำส่ง?

ความเข้าใจผิดที่เราเจอบ่อยที่สุด: คิดว่าหักเฉพาะ “พนักงานประจำรายเดือน” — ความจริงคือกฎหมายดูที่สถานะความเป็น “ลูกจ้าง” ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่ได้ดูรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทน

✅ ต้องนำส่ง (เป็นลูกจ้างตามกฎหมาย)

  • ลูกจ้างรายเดือน / รายวัน / รายชั่วโมง
  • ลูกจ้างตามผลงาน (Piece Rate) และตามฤดูกาล
  • ลูกจ้างตามสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา
  • ลูกจ้างต่างด้าว / ต่างชาติที่ทำงานอย่างถูกกฎหมาย
  • ลูกจ้างหลังเกษียณ — แม้อายุเกิน 60 ปี หากยังมีสถานะเป็นลูกจ้าง

❌ ไม่ต้องนำส่ง (ไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้าง)

  • ฟรีแลนซ์ / ผู้รับจ้างอิสระ / ที่ปรึกษาอิสระ — ทำงานอิสระ ไม่มีการบังคับบัญชา
  • ผู้รับเหมา / ตัวแทนขายอิสระ / ไรเดอร์แพลตฟอร์ม — ไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้าง
  • กรรมการบริษัท และกรรมการผู้จัดการที่ไม่มีสัญญาจ้างแรงงาน
  • นักเรียน / นักศึกษาฝึกงานตามหลักสูตรการศึกษา

หลักจำง่าย ๆ: ไม่ได้ดูว่าจ่ายเงินแบบไหน แต่ดูว่ามีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” ตามกฎหมายหรือไม่ กรณีก้ำกึ่ง (เช่น ที่ปรึกษาที่เข้าออฟฟิศทุกวันและอยู่ใต้บังคับบัญชา) ให้พิจารณาจากข้อเท็จจริงของการจ้างเป็นรายกรณี เพราะศาลแรงงานดูพฤติกรรมจริง ไม่ได้ดูแค่ชื่อสัญญา

EWF ต่างจาก PVD และประกันสังคมอย่างไร?

สามระบบนี้ถูกเหมารวมกันบ่อยมาก ทั้งที่เป็นคนละกองทุน คนละกฎหมาย และหักเงินแยกกันคนละก้อน:

หัวข้อกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EWF)กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
ลักษณะภาคบังคับตามกฎหมายนายจ้างจัดตั้งโดยสมัครใจ
กฎหมายพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานพ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เริ่มใช้1 ตุลาคม 2569มีมานานแล้ว
วัตถุประสงค์คุ้มครองลูกจ้างเมื่อออกจากงาน เกษียณ หรือเสียชีวิตส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อวัยเกษียณ
ใครต้องเข้านายจ้าง 10 คนขึ้นไปที่ไม่มี PVDบริษัทเลือกจัดตั้งเอง
ผู้บริหารกองทุนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานบลจ. (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน)
อัตราเงินสมทบฝ่ายละ 0.25% (ขยับเป็น 0.50% ปี 2574)ฝ่ายละ 2–15% ตามนโยบายบริษัท
สิทธิภาษีไม่มีสิทธิประโยชน์ภาษีแบบ PVDเงินสะสมลดหย่อนภาษีได้ตามเกณฑ์

ส่วนประกันสังคม (มาตรา 33) เป็นอีกระบบหนึ่งแยกต่างหาก — คุ้มครองเจ็บป่วย คลอดบุตร ว่างงาน ชราภาพ ฯลฯ หักคนละก้อนกับ EWF และมีเพดานค่าจ้างของตัวเอง (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 เพดานปรับเป็น 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน) สรุปคือตั้งแต่ ต.ค. 2569 สลิปเงินเดือนของลูกจ้างในบริษัทที่ไม่มี PVD จะมีรายการหักทั้งประกันสังคมและ EWF ควบคู่กัน

ใครในองค์กรต้องทำอะไรบ้าง?

เรื่องนี้มักถูกโยนให้ HR ฝ่ายเดียว แต่ในทางปฏิบัติต้องอาศัย 4 ฝ่ายทำงานประสานกัน:

  • นายจ้าง / ผู้บริหาร — ตัดสินใจเชิงนโยบาย (เข้า EWF หรือจัดตั้ง PVD?) รับผิดชอบการปฏิบัติตามกฎหมาย
  • HR / ฝ่ายบุคคล — ขึ้นทะเบียนสมาชิก ดูแลเอกสารรับเข้า–ออกพนักงาน อัปเดตข้อมูล (สกล.3/2) สื่อสารสิทธิให้พนักงานเข้าใจ
  • Payroll / บัญชี — ตั้งค่าการหัก 0.25% ในระบบเงินเดือน คำนวณ นำส่งผ่าน e-Payment ภายในวันที่ 15 และเก็บหลักฐานทุกงวด
  • ลูกจ้าง — ตรวจสอบยอดเงินสะสมของตัวเอง ยื่น สกล.5 กำหนดผู้รับผลประโยชน์ และยื่นขอรับเงินคืนเมื่อสิ้นสุดการจ้าง

โดยมีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นผู้กำกับดูแล รับขึ้นทะเบียน รับเงินสมทบ และพิจารณาจ่ายเงินคืนให้ลูกจ้าง — เคยเห็นหลายองค์กรที่ HR กับบัญชีต่างฝ่ายต่างคิดว่า “อีกฝ่ายเป็นคนนำส่ง” จนงานตกหล่น แนะนำให้เขียนชื่อผู้รับผิดชอบหลักและผู้รับผิดชอบสำรองลงในเอกสารให้ชัดตั้งแต่วันแรก

เอกสารและขั้นตอนทั้งหมด: จากขึ้นทะเบียนจนลูกจ้างได้เงินคืน

วงจรชีวิตของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแบ่งเป็น 4 ช่วง รวม 15 ขั้นตอน/เอกสาร:

  1. เริ่มเข้ากองทุน — ขึ้นทะเบียนนายจ้างและแจ้งรายชื่อลูกจ้างด้วยแบบ สกล.3 (หรือ สกล.3/1 กรณีสมัครใจ) ลูกจ้างยื่น สกล.5 กำหนดผู้รับผลประโยชน์ และรับหนังสือรับรอง สกล.4 / 4/1 จากเจ้าหน้าที่
  2. ระหว่างเป็นสมาชิก — แจ้งการหักเงินครั้งแรกให้ลูกจ้างทราบ นำส่งเงินสะสม+สมทบทุกเดือนภายในวันที่ 15 แจ้งเพิ่ม/ลบ/แก้ไขรายชื่อด้วย สกล.3/2 เมื่อมีพนักงานเข้า–ออก และเก็บหลักฐานการนำส่งทุกงวด
  3. สิ้นสุดการจ้าง — นายจ้างออกหนังสือรับรองการสิ้นสุดการจ้าง (ลาออก / เลิกจ้าง / ครบสัญญา / เกษียณ / เสียชีวิต)
  4. ขอรับเงินคืน — ลูกจ้างยื่นแบบคำขอรับเงิน พร้อมสำเนาบัตรประชาชน สมุดบัญชีธนาคาร หลักฐานการเป็นลูกจ้างและการสิ้นสุดการจ้าง (กรณีเสียชีวิต ผู้รับผลประโยชน์ยื่นใบมรณบัตร + เอกสารยืนยันความสัมพันธ์ + สกล.5) → กองทุนตรวจสอบ อนุมัติ และโอนเงินเข้าบัญชี

รายละเอียดครบทั้ง 15 ขั้นตอน — ใครรับผิดชอบ ใช้แบบฟอร์มอะไร ต้องทำเมื่อไหร่ — เราจัดเป็นตารางเช็คลิสต์ฉบับพิมพ์ติดบอร์ดไว้ใน EWF Compliance Kit ด้านล่างนี้

📥 ดาวน์โหลดฟรี: EWF Compliance Kit (PDF 4 หน้า)

รวมทุกอย่างในบทความนี้เป็นเอกสารใช้งานจริงสำหรับทีม HR / Payroll:

  • เช็คลิสต์ 15 ขั้นตอน พร้อมช่องติ๊ก — เอกสาร สกล. ทุกแบบฟอร์ม ผู้รับผิดชอบ และช่วงเวลา
  • ตารางประเภทลูกจ้าง ต้องนำส่ง vs ไม่ต้องนำส่ง 16 ประเภท
  • ตารางบทบาทหน้าที่ นายจ้าง / HR / Payroll / ลูกจ้าง / กรมสวัสดิการฯ
  • EWF vs PVD + อัตราเงินสมทบ 2 ช่วง + เช็คลิสต์เตรียมความพร้อมก่อน 1 ต.ค. 2569

กรอกอีเมลด้านล่าง เราจะส่งลิงก์ดาวน์โหลด PDF ให้ทันที

🔒 เราเคารพความเป็นส่วนตัวของคุณ — ไม่แชร์อีเมลกับบุคคลภายนอก ยกเลิกการรับได้ทุกเมื่อด้วยลิงก์ Unsubscribe

สิ่งที่ HR ควรทำตั้งแต่วันนี้ (ก่อน 1 ต.ค. 2569)

  1. เช็คสถานะบริษัท — นับจำนวนลูกจ้างทุกประเภท และเทียบรายชื่อกับทะเบียนสมาชิก PVD (ถ้ามี) ว่าครอบคลุมทุกคนหรือไม่
  2. สำรวจประเภทลูกจ้าง — รายวัน พาร์ทไทม์ ตามฤดูกาล ต่างด้าว นับเป็นลูกจ้างทั้งหมด
  3. เตรียมข้อมูลสำหรับ สกล.3 — ข้อมูลนายจ้างและรายชื่อลูกจ้างต้องพร้อมและเป็นปัจจุบัน
  4. คุยกับ Payroll / ผู้ให้บริการเงินเดือน — ตั้งค่าการหัก 0.25% + สมทบ 0.25% และทดสอบก่อนงวดจริง
  5. วางปฏิทินนำส่ง — deadline วันที่ 15 ของทุกเดือน พร้อมผู้รับผิดชอบหลักและสำรอง
  6. สื่อสารกับพนักงานล่วงหน้า — แจ้งว่าค่าจ้างงวดแรกหลังเริ่มบังคับใช้จะมีรายการหักใหม่ พร้อมอธิบายว่าเงินก้อนนี้คืนพร้อมผลประโยชน์เมื่อออกจากงาน จะช่วยลดคำถาม (และดราม่า) ในวันเงินเดือนออกได้มาก

ข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่คิด — เคยเห็นเคสที่บริษัทเริ่มหักเงินโดยไม่สื่อสารก่อน พนักงานเข้าใจว่าถูก”หักเงินมั่ว” จนกลายเป็นประเด็นร้องเรียนภายใน ทั้งที่เป็นการหักตามกฎหมายและเงินก็เป็นของพนักงานเอง

คำถามที่พบบ่อย

บริษัทมีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน ต้องเข้ากองทุนไหม?

โดยหลักไม่อยู่ในบังคับ แต่สามารถสมัครใจเข้าร่วมได้ (ขึ้นทะเบียนด้วยแบบ สกล.3/1) และควรติดตามจำนวนลูกจ้างของตัวเองสม่ำเสมอ — ถ้าขยายทีมจนถึง 10 คนเมื่อไหร่ จะเข้าเกณฑ์บังคับทันที

มี PVD อยู่แล้ว ต้องส่ง EWF อีกไหม?

ถ้า PVD ครอบคลุมพนักงานทุกคน จะได้รับการยกเว้น แต่ถ้ามีพนักงานบางคนไม่ได้เป็นสมาชิก PVD (เช่น พนักงานที่ยังไม่ผ่านทดลองงาน หรือเลือกไม่สมัคร) คนกลุ่มนั้นอาจต้องเข้า EWF ตามกฎหมาย ควรตรวจสอบรายชื่อเทียบกันให้ชัดเจน

ลูกจ้างรายวัน พาร์ทไทม์ หรือลูกจ้างต่างด้าว ต้องนำส่งไหม?

ต้องนำส่ง — กฎหมายดูที่สถานะความเป็น “ลูกจ้าง” ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่ได้ดูรูปแบบการจ่ายค่าจ้าง ลูกจ้างรายวัน รายชั่วโมง ตามผลงาน ตามฤดูกาล และลูกจ้างต่างด้าวที่ทำงานถูกกฎหมาย เข้าข่ายทั้งหมด

ลูกจ้างจะได้เงินคืนเมื่อไหร่ และได้เท่าไหร่?

เมื่อสิ้นสุดการจ้าง (ลาออก เลิกจ้าง ครบสัญญา เกษียณ) ลูกจ้างยื่นคำขอรับเงินจากกองทุน โดยจะได้รับ เงินสะสมของตัวเอง + เงินสมทบของนายจ้าง + ผลประโยชน์ตอบแทนของกองทุน กรณีเสียชีวิต ผู้รับผลประโยชน์ที่ระบุไว้ใน สกล.5 เป็นผู้รับแทน

นำส่งช้าหรือไม่นำส่ง มีผลอย่างไร?

นายจ้างที่ไม่นำส่งหรือนำส่งไม่ครบภายในกำหนด มีภาระเงินเพิ่มตามอัตราที่กฎหมายกำหนด นอกเหนือจากเงินที่ค้างนำส่ง — และการฝ่าฝืนหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานยังมีโทษตามกฎหมายด้วย ดังนั้นควรออกแบบกระบวนการนำส่งให้เป็นงานประจำที่มีเจ้าของงานชัดเจน ไม่ใช่งานเฉพาะกิจ

EWF กับประกันสังคมต่างกันอย่างไร?

เป็นคนละระบบ หักคนละก้อน — ประกันสังคม (มาตรา 33) คุ้มครอง 7 กรณี เช่น เจ็บป่วย ว่างงาน ชราภาพ มีเพดานค่าจ้าง 17,500 บาท (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569) ส่วน EWF เป็นเงินออมภาคบังคับที่ได้คืนเมื่อออกจากงาน คำนวณจากค่าจ้างตามอัตราของกองทุน ลูกจ้างในบริษัทที่ไม่มี PVD จะถูกหักทั้งสองรายการตั้งแต่ ต.ค. 2569

บทความที่เกี่ยวข้อง


เนื้อหาในบทความนี้เขียนโดยทีม EsteeMATE ทีมงานตรวจสอบความถูกต้องและปรับแต่งเนื้อหาทั้งหมดก่อนเผยแพร่ ข้อมูลกฎหมายอ้างอิงจากประกาศของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ณ วันเผยแพร่ — โปรดตรวจสอบประกาศฉบับล่าสุดจากหน่วยงานราชการประกอบการตัดสินใจ บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย