เรื่องเล่าของ DISC แบบ I ที่ทุกคนรัก แต่ทีมกลับตามไม่ทัน
ในแทบทุกทีม จะมีใครบางคนที่เวลาเขาอยู่ในห้อง บรรยากาศจะเปลี่ยนทันที การประชุมที่เงียบ ๆ จะเริ่มมีเสียงหัวเราะ ไอเดียจะถูกโยนไปมาอย่างสนุก และเรื่องที่ดูตึงเครียดก็เหมือนจะเบาลงโดยไม่รู้ตัว คนแบบนี้มักเป็นคนที่ทุกคนอยากร่วมงานด้วย เป็นคนที่ทำให้วันทำงานรู้สึกไม่หนักเกินไป และเป็นคนที่ใคร ๆ ก็พูดถึงในแง่ดี
คนแบบนี้ ในโลกของ DISC มักถูกเรียกว่า “I”
แต่ถ้าคุณสังเกตดี ๆ คุณอาจเคยรู้สึกอีกแบบหนึ่งร่วมด้วย เช่น ความรู้สึกว่า “คุยสนุก แต่ไม่รู้ว่าสรุปอะไรแล้วบ้าง” หรือ “เหมือนเห็นด้วยทุกอย่าง แต่พอถึงเวลาทำจริงกลับไม่ชัด” หรือแม้แต่ “งานดูเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่าตกลงเราตกลงอะไรกันไปแล้ว”
ความย้อนแย้งของคนแบบ I คือ เขาเป็นคนที่สร้างพลังให้ทีมได้มากที่สุด แต่ภายใต้แรงกดดัน พลังแบบเดียวกันนั้นเอง กลับกลายเป็นต้นเหตุของความสับสนโดยที่เขาไม่เคยตั้งใจ
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเพราะคนแบบ I ทำงานไม่เก่ง หรือไม่รับผิดชอบ ตรงกันข้าม คนแบบ I มักเป็นคนที่ใส่ใจคนอื่นมาก พยายามทำให้ทุกคนรู้สึกดี และไม่อยากเป็นต้นเหตุของความตึงเครียด แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ เมื่อคนแบบ I อยู่ภายใต้แรงกดดัน เขาไม่ได้ช้าลงหรือเงียบลงเหมือนบางบุคลิก เขากลับ “พูดมากขึ้น คิดเร็วขึ้น และเปิดรับทุกอย่างมากขึ้น” เพื่อรักษาพลังบวกนั้นไว้

ลองนึกภาพสถานการณ์ที่งานเริ่มเร่ง เดดไลน์เริ่มชัด และทุกคนเริ่มเครียด สำหรับคนแบบ I ความตึงเครียดคือสิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิด เขาจึงพยายามทำทุกอย่างให้บรรยากาศยังคงดีอยู่ พยายามปลอบ พยายามให้กำลังใจ พยายามบอกว่า “เดี๋ยวค่อยแก้ เดี๋ยวหาทางได้” โดยไม่ได้ตั้งใจจะหลบปัญหา แต่กำลังพยายามรักษาความรู้สึกของทุกคนไปพร้อมกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ บทสนทนาจะเต็มไปด้วยความเห็นด้วย การสนับสนุน และไอเดียมากมาย แต่กลับขาดสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในสถานการณ์กดดัน นั่นคือ “ความชัดเจน” คนแบบ I มักไม่อยากเป็นคนที่พูดตัดบท ไม่อยากเป็นคนที่บอกว่าอะไรทำไม่ได้ และไม่อยากเป็นคนที่ทำให้ใครรู้สึกผิดหวัง ดังนั้นเขาจึงเลือกเปิดทุกประตูไว้พร้อมกัน โดยไม่รู้ว่าทีมกำลังต้องการใครสักคนมาช่วยปิดบางประตูให้เหลือเส้นทางที่ชัดเจน
จากมุมมองของคนแบบ I การเปิดรับหลายทางคือความร่วมมือ คือความยืดหยุ่น และคือการให้เกียรติความคิดของทุกคน แต่จากมุมมองของทีม สิ่งเดียวกันนี้อาจถูกแปลว่า “ตกลงยังไงกันแน่” หรือ “สรุปแล้วใครต้องทำอะไร” หรือ “เราพูดเรื่องนี้ไปแล้วหรือยัง” ความไม่ชัดเจนไม่ได้เกิดจากการไม่ทำงาน แต่เกิดจากการพยายามดูแลความรู้สึกของทุกคนมากเกินไปพร้อมกัน
อีกสิ่งหนึ่งที่พบได้บ่อยในคนแบบ I คือ ความเชื่อว่า ถ้าบรรยากาศดี ทุกอย่างจะเดินไปได้เอง เขาเชื่อในพลังของความสัมพันธ์ เชื่อว่าถ้าคนยังคุยกันได้ งานก็ยังไปต่อได้ และบ่อยครั้ง ความเชื่อนี้ก็ใช้ได้ผลในช่วงเริ่มต้นของโปรเจกต์ แต่เมื่อแรงกดดันเพิ่มขึ้น งานเริ่มซับซ้อน และข้อจำกัดเริ่มชัดขึ้น ความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวไม่พอจะทดแทนโครงสร้างที่ขาดหายไป
คนแบบ I มักไม่รู้ตัวว่าความไม่ชัดเจนนี้กำลังสะสมเป็นความเหนื่อยล้าในทีม คนบางคนเริ่มต้องทำงานซ้ำเพราะเข้าใจไม่ตรงกัน บางคนเริ่มไม่กล้าถามเพราะไม่อยากทำลายบรรยากาศที่ดูดี และบางคนเริ่มรู้สึกว่าความสนุกในการประชุม ไม่ได้แปลว่าการทำงานง่ายขึ้นจริง ๆ
จุดบอดสำคัญของคนแบบ I คือ การคิดว่าความเห็นด้วยในห้องประชุมคือความเข้าใจตรงกัน แต่ในความเป็นจริง หลายครั้งมันเป็นเพียงความสุภาพ หรือความไม่อยากขัด มากกว่าความตกลงอย่างแท้จริง และเมื่อถึงเวลาทำงานจริง ช่องว่างนี้จะเริ่มปรากฏชัดขึ้นทีละนิด
ข่าวดีคือ เช่นเดียวกับ D คนแบบ I ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อแก้ปัญหานี้ พลังบวก การสื่อสาร และความสามารถในการเชื่อมคนคือสิ่งที่ทีมต้องการ เพียงแต่ต้องมี “สมอ” บางอย่างคอยถ่วงพลังนั้นไว้ไม่ให้ลอยเกินไป เช่น การสรุปสิ่งที่ตกลงกันให้ชัดเจน การกล้าพูดว่าอะไรยังไม่ชัดแทนการรีบเห็นด้วย หรือการยอมรับว่าบางครั้งการทำให้บรรยากาศตึงขึ้นเล็กน้อย อาจช่วยให้ทีมเดินได้ไกลขึ้นในระยะยาว
DISC จะสนุกและมีความหมายมากขึ้น
เมื่อไม่ได้ทำคนเดียวลองทำแบบทดสอบนี้
แล้วชวนเพื่อนในทีมมาลองด้วยกัน👉 ทำแบบทดสอบ DISC ฟรี
https://freedisc.esteemate.io
สำหรับคนที่ทำงานกับ I การเข้าใจว่าความสนุกไม่ได้แปลว่าความชัด จะช่วยให้คุณไม่เผลอคิดว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ยังไม่มีข้อสรุป การถามย้ำอย่างสุภาพ การขอให้สรุปเป็นขั้นตอน หรือการเขียนสิ่งที่ตกลงกันไว้ จะช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้โดยไม่ทำลายพลังบวกที่ I สร้างขึ้นมา
สุดท้ายแล้ว DISC แบบ I ไม่ได้เป็นเรื่องของความไม่จริงจัง หรือการหนีปัญหา แต่มันคือพฤติกรรมของคนที่ให้คุณค่ากับความสัมพันธ์สูงมาก และพยายามรักษาพลังของทีมในช่วงที่ทุกอย่างเริ่มกดดัน เพียงแต่ถ้าไม่มีใครช่วยแปลงพลังนั้นให้กลายเป็นความชัดเจน ทีมก็อาจหลงทางไปพร้อมกับรอยยิ้ม
บางทีคำถามที่น่าคิดสำหรับทีมที่มี I อยู่มาก อาจไม่ใช่ว่า “บรรยากาศดีพอไหม” แต่คือ “หลังจากบรรยากาศดีแล้ว เรารู้หรือยังว่าเราจะเดินไปทางไหนต่อ” เพราะคำตอบนั้น จะเป็นตัวบอกว่าพลังบวกกำลังพาทีมไปข้างหน้า หรือกำลังทำให้ทีมวนอยู่ที่เดิมโดยไม่รู้ตัว
ถัดไป เราจะไปดู คนลักษณะนิสัยแบบ S ซึ่งดูสงบ ดูร่วมมือ แต่ซ่อนแรงต้านการเปลี่ยนแปลงไว้อย่างแนบเนียนมาก
