ทำไมคนที่มีพฤติกรรมนิสัย DISC แบบ D มักได้ผลลัพธ์เร็ว
แต่กลับสร้างแรงเสียดทานในทีมโดยไม่รู้ตัว
เรื่องเล่าของคนที่มีนิสัย DISC แบบ D ที่ไม่เคยตั้งใจจะทำให้ใครอึดอัด
ถ้าคุณเคยทำงานกับใครบางคนที่ทุกอย่างต้องเร็ว ต้องชัด ต้องตัดสินใจทันที คุณอาจรู้สึกว่าเขาเป็นคนเก่ง มีพลัง และน่าเชื่อถือ แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็อาจรู้สึกแปลก ๆ เวลาคุยกับเขา เหมือนต้องเตรียมคำตอบให้พร้อมตลอดเวลา เหมือนต้องคิดให้จบก่อนพูด เหมือนมีแรงกดดันบางอย่างลอยอยู่ในอากาศ แม้เขาจะไม่ได้พูดแรง ไม่ได้ดุ และไม่ได้ตั้งใจจะกดใครเลยก็ตาม
คนแบบนี้มักถูกอธิบายใน DISC ว่าเป็น “D” และนี่คือกลุ่มคนที่มักถูกเข้าใจผิดมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่เพราะ DISC อธิบายเขาผิด แต่เพราะคนจำนวนมากใช้ DISC ผิดวิธีตั้งแต่แรก
D คืออะไร (ในความหมายที่ใช้ได้จริง)
เมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดัน คนแบบ D มักจะ:
- เร่งจังหวะการตัดสินใจ
- โฟกัสผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ
- พูดตรง สั้น ไม่อ้อม
- ไม่ชอบความลังเล
- มองอุปสรรคเป็น “สิ่งที่ต้องกำจัด”
ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ข้อเสียโดยตัวมันเอง

ปัญหาคือ เรามักเอา DISC ไปผูกกับ “นิสัย” หรือ “ตัวตน” ของคน ทั้งที่จริงแล้ว DISC ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อบอกว่าคุณเป็นคนแบบไหน แต่ถูกออกแบบมาเพื่ออธิบายว่า เมื่อคุณอยู่ภายใต้แรงกดดัน คุณมีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมแบบใดออกมาให้คนอื่นรับรู้
สำหรับคนแบบ D แรงกดดันไม่ได้ทำให้เขาหยุดคิด แต่กลับทำให้เขาเร็วขึ้น ชัดขึ้น และตรงขึ้น เขาจะเริ่มตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปโดยอัตโนมัติ เริ่มโฟกัสที่ผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ และเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับความลังเลหรือความไม่ชัดเจนรอบตัว ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากนิสัยไม่ดี แต่มันคือกลไกเอาตัวรอดของเขาในสถานการณ์ที่ต้องรับผิดชอบสูง
ลองนึกภาพหัวหน้าคนหนึ่งที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญทุกวัน เขาต้องรับแรงกดดันจากผู้บริหาร จากลูกค้า จากตัวเลข และจากเวลา ในโลกแบบนั้น การคิดเร็วและพูดตรงไม่ใช่ความหยาบ แต่มันคือวิธีทำให้เรื่องเดินต่อไปได้ และบ่อยครั้ง วิธีนี้ก็ได้ผลจริง คนแบบ D จึงมักถูกมองว่าเป็นผู้นำ เป็นคนที่ “เอาอยู่” และเป็นคนที่องค์กรไว้ใจในยามคับขัน
แต่ปัญหาจะเริ่มขึ้น เมื่อสไตล์ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับวิกฤต ถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ใช่วิกฤตตลอดเวลา การประชุมเพื่อระดมความคิดเริ่มกลายเป็นเวทีตัดสินใจ การให้ฟีดแบ็กเริ่มฟังเหมือนคำสั่ง และการคุยงานประจำวันเริ่มทำให้คนรอบข้างรู้สึกว่าพูดอะไรก็ไม่ทันใจใครบางคน
สิ่งที่คนแบบ D “คิด” vs สิ่งที่ทีม “รู้สึก”
ที่น่าสนใจคือ คนแบบ D แทบไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองกำลังกดดันใคร ในหัวของเขา เขาแค่กำลังช่วยให้ทุกอย่างเร็วขึ้น กำลังช่วยตัดสินใจแทนทีม และกำลังพยายามไม่ให้เรื่องเล็ก ๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ แต่ในมุมของทีม ความเร็วเดียวกันนั้นกลับถูกแปลความหมายเป็นความเร่ง ความตรงเดียวกันถูกแปลเป็นความแข็ง และความเงียบในห้องประชุมถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความเห็นด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริง มันอาจเป็นเพียงความไม่กล้าพูด
นี่คือจุดบอดที่พบได้บ่อยมากในคนแบบ D ความเงียบไม่ได้แปลว่าทีมโอเคเสมอไป บางครั้งมันแปลว่าคนยังคิดไม่เสร็จ บางครั้งมันแปลว่าคนไม่มั่นใจ และบางครั้งมันแปลว่าคนรู้สึกว่าไม่มีพื้นที่ปลอดภัยพอจะเสนอความเห็นที่ต่างออกไป
เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ทีมที่ไม่มีไอเดีย แต่เป็นทีมที่เลือกเก็บไอเดียไว้กับตัวเอง ไม่ใช่เพราะไม่อยากช่วย แต่เพราะไม่อยากเพิ่มแรงเสียดทานให้บรรยากาศที่ตึงอยู่แล้ว และนี่คือเหตุผลที่หลายทีมที่มีผู้นำแบบ D แข็งแรงมากในช่วงแรก แต่เริ่มมีปัญหาเรื่องการสื่อสารและความร่วมมือในระยะยาว
ข่าวดีคือ คนแบบ D ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อแก้ปัญหานี้ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่นิสัย แต่คือ “จังหวะ” และ “การส่งสัญญาณ” เล็ก ๆ บางอย่าง เช่น การบอกเจตนาก่อนเร่ง การแยกช่วงคิดออกจากช่วงตัดสินใจ หรือการถามคำถามที่เปิดพื้นที่มากกว่าการถามเพื่อปิดประเด็น การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเหล่านี้ไม่ทำให้คนแบบ D ช้าลง แต่กลับทำให้ทีมกล้าขยับตามได้ทันมากขึ้น
อยากรู้ว่าคุณแสดงพฤติกรรมแบบไหนเวลาอยู่ภายใต้แรงกดดันจริง ๆ?
👉 ทำแบบทดสอบ DISC ฟรี
https://freedisc.esteemate.io
เมื่อสไตล์ D ถูกใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ต้องเร่ง
ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าคุณเป็นคนที่ทำงานร่วมกับ D การเข้าใจว่าความตรงของเขาไม่ได้แปลว่าไม่ฟัง จะช่วยลดความตึงเครียดลงได้มาก คนแบบ D ฟัง แต่เขาฟังในรูปแบบที่ผูกกับผลลัพธ์ ถ้าคุณสามารถอธิบายความกังวลหรือความเห็นของคุณให้เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โอกาสที่เขาจะรับฟังจะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ตัวอย่างที่พบบ่อยมาก:
- การ brainstorm → กลายเป็นการตัดบท
- การ feedback → กลายเป็นการสั่ง
- การประชุมทีม → กลายเป็น status report ทางเดียว
ผลลัพธ์คือ:
- คนเงียบลง
- ความคิดใหม่ลดลง
- ปัญหาถูกซ่อนจนระเบิดทีหลัง
สุดท้ายแล้ว DISC แบบ D ไม่ใช่ปัญหา และไม่ใช่ข้อดีแบบขาวดำ มันคือรูปแบบการตอบสนองของคนที่รับแรงกดดันได้สูง และมักเผลอส่งแรงกดดันนั้นออกไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อทีมเข้าใจจุดนี้ การทำงานร่วมกันจะไม่ใช่เรื่องของการเปลี่ยนใคร แต่เป็นเรื่องของการปรับวิธีรับมือกับแรงกดดันที่แตกต่างกัน
บางทีคำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า “ใครเป็น D” แต่คือ “ในทีมเรา ใครรับแรงกดดันเร็วที่สุด และใครรับแรงกดดันช้าที่สุด” เพราะคำตอบนั้น จะบอกได้มากกว่าแบบทดสอบใด ๆ ว่าทีมควรคุยกันอย่างไรเพื่อไปต่อโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ถัดไปมาดู ลักษณะนิสัย แบบ I กันในบทความฉบับหน้า
