เปิดด้วยปัญหาที่ HR Director เจอจริง เมื่อใช้ KPI Action Plan
“เดือนนี้ KPI ไม่ถึงเป้าอีกแล้ว”
ทุกครั้งที่เปิด Dashboard แล้วเห็นตัวเลขสีแดง คุณอาจเคยคิดว่า:
- “ทีมไม่ตั้งใจทำงานหรือเปล่า?”
- “เราตั้งเป้าสูงเกินไปรึเปล่า?”
- “ปีหน้าคงต้องจ้างคนเพิ่ม”
แต่ความจริงอาจไม่ใช่อย่างที่คิด
จากประสบการณ์ทำงานกับองค์กรไทยกว่า 200 แห่ง เราพบว่า ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่คน ไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย แต่อยู่ที่ว่า “มี Action Plan แต่มันไม่เวิร์ค”
ลองมองดูว่าในองค์กรของคุณตอนนี้:

✗ มี Action Plan ที่เขียนไว้ตั้งแต่ต้นปี แต่ไม่มีใครจำได้ว่าเขียนอะไรไว้
✗ มีการประชุม KPI ทุกเดือน แต่พูดถึงแต่ตัวเลข ไม่เคยพูดถึงว่า “ต้องทำอะไรต่อ”
✗ ทีมรู้ว่า KPI ไม่ถึงเป้า แต่ไม่รู้ว่าจะแก้ยังไง
✗ เขียน Action Plan ไว้ใน Excel แต่ไม่มีใครเปิดดูอีกเลย
✗ ถามว่า “ทำไปแล้วหรือยัง” คำตอบส่วนใหญ่คือ “กำลังทำอยู่ครับ”
ถ้าองค์กรของคุณมีอาการแบบนี้ 3 ข้อขึ้นไป แสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ KPI
ปัญหาอยู่ที่ KPI Action Plan ที่ไม่มีใครทำจริง
บทความนี้จะไม่สอนว่า Action Plan คืออะไร (คุณรู้อยู่แล้ว)
แต่จะเจาะลึกว่า ทำไมมันถึงไม่เวิร์ค และจะทำอย่างไรให้เวิร์ค
สาเหตุที่ 1: KPI Action Plan ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
นี่คือสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้ Action Plan ล้มเหลว
ตัวอย่างที่เจอบ่อยมาก
KPI: ยอดขายลดลง 15% จากเดือนที่แล้ว
Action Plan ที่เขียนกันมา (แต่ไม่ได้ผล):
1. จัด Training ทีมขาย
2. เพิ่ม Commission
3. ทำโปรโมชั่นใหม่
ดูแล้วน่าจะใช่ แต่ทำแล้ว KPI ก็ไม่ดีขึ้น
ทำไม?
เพราะ Action Plan เหล่านี้ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
สิ่งที่ควรทำก่อนเขียน Action Plan
ขั้นที่ 1: หาต้นเหตุจริง ๆ
อย่าเดาว่า “น่าจะเป็นเพราะ…”
แต่ให้ดูข้อมูล:
- Lead เข้ามาเท่าเดิมหรือไม่?
- Conversion Rate เป็นอย่างไร?
- ลูกค้าติดต่อมาแล้วไม่ซื้อเพราะอะไร?
กรณีศึกษาจริง: บริษัท E-commerce 120 คน
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า:
- จำนวน Lead ไม่ได้ลดลง (ยังมีคนสนใจเหมือนเดิม)
- แต่ Conversion Rate ลดลงจาก 12% → 7%
- สาเหตุ: ลูกค้าติดต่อมาแต่เซลส์ตอบช้า Lead หายไป
เมื่อรู้ต้นเหตุแล้ว Action Plan ที่ถูกต้องคือ:
Action Plan ที่แก้ต้นเหตุจริง:
1. ตั้งกฎ: ทุก Lead ใหม่ต้องได้รับการติดต่อภายใน 10 นาที
- ติดตั้งระบบแจ้งเตือนบน LINE เมื่อมี Lead ใหม่
- มอบหมายทีมขาย 1 คนเป็น "Lead Response Owner" ประจำวัน
2. สร้าง Dashboard แสดง Response Time แบบ Real-time
- ให้หัวหน้าทีมเห็นว่าใคร respond ช้า
3. ตั้ง KPI ย่อย: Response Time เฉลี่ย < 10 นาที
ผลลัพธ์จริง:
ภายใน 1 เดือน:
- Response Time ลดจาก 45 นาที → 8 นาที
- Conversion Rate เพิ่มจาก 7% → 18%
- ยอดขายกลับมาสูงกว่าเดิม 12%
บทเรียน
Action Plan ที่ดีต้อง แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แก้อาการ
อย่าเขียน Action Plan ก่อนรู้ต้นเหตุ
ไม่อย่างนั้นจะเสียเวลาทำสิ่งที่ไม่ได้ช่วยอะไร
สาเหตุที่ 2: ไม่มีคนรับผิดชอบ KPI Action Plan ชัดเจน

นี่คือประโยคที่คุ้นหูที่สุดในการประชุม KPI:
“เรื่องนี้ให้ฝ่าย HR รับไปดำเนินการนะครับ”
ฟังดูเหมือนจะดี แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของความล้มเหลว
ปัญหาของ “ความรับผิดชอบแบบไม่ชัดเจน”
ตัวอย่างที่เจอบ่อย:
❌ ผิด:
Action Plan: ปรับปรุงกระบวนการ Onboarding
ผู้รับผิดชอบ: ฝ่าย HR
เมื่อความรับผิดชอบเป็น “แผนก” ไม่ใช่ “คน”
ผลที่เกิดขึ้นคือ:
- คนใน HR คิดว่า “คนอื่นน่าจะทำ”
- ไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองต้องทำ
- ทุกคนว่าง → ไม่มีใครทำ
กรณีศึกษาจริง: บริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 250 คน
มี Action Plan: “ลดของเสียในกระบวนการผลิต”
ผู้รับผิดชอบ: “แผนกผลิต”
ผลลัพธ์:
- 3 เดือนผ่านไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
- เมื่อถาม ทุกคนบอกว่า “ผมคิดว่าคนอื่นทำอยู่”
วิธีแก้ที่ได้ผลจริง
✓ ถูกต้อง:
Action Plan: สร้าง Onboarding Checklist ใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 30 พ.ย. 2025
Primary Owner: คุณสมหญิง ใจดี (HR Manager)
- รับผิดชอบหลักให้งานนี้เสร็จ
- รายงานความคืบหน้าทุกวันศุกร์
Supporting Team:
- คุณสมชาย รักงาน (ผู้จัดการฝ่ายขาย) - ให้ input ว่า Onboarding ควรมีอะไร
- คุณสมศรี เก่งไอที (IT) - ช่วยทำระบบ Checklist Online
Due Date: 30 พฤศจิกายน 2025
Review Date: ทุกวันศุกร์ เวลา 14:00 น.
สิ่งที่เปลี่ยนไป
เมื่อมี Primary Owner ที่เป็นคน:
✓ คุณสมหญิงรู้ว่าตัวเองต้องทำให้เสร็จ
✓ ทุกคนรู้ว่าต้องถาม/รายงานกับใคร
✓ มีคนติดตามได้ชัดเจนว่าทำไปถึงไหนแล้ว
✓ ถ้าค้างก็รู้ว่าต้องไปคุยกับใคร
ผลลัพธ์:
Completion Rate ของ Action Plan เพิ่มขึ้นจาก 15% → 78% ภายใน 2 เดือน
กฎสำคัญ
ทุก Action Plan ต้องมี:
- Primary Owner 1 คน (ชื่อ-นามสกุลชัดเจน)
- Due Date ที่ชัดเจน (ไม่ใช่ “เดือนหน้า” แต่ต้องเป็น “30 พ.ย. 2025”)
- Supporting Team (ถ้ามี – ให้รู้ว่าต้องช่วยอะไร)
ห้ามใช้:
- “ฝ่าย…”
- “แผนก…”
- “ทีม…”
เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่มีใครรับผิดชอบจริง ๆ
สาเหตุที่ 3: ไม่มีการติดตามผล KPI Action Plan
นี่คือสาเหตุที่พบมากที่สุดในองค์กร SME ไทย
เรื่องจริงที่เกิดขึ้นบ่อย
กรณีศึกษา: บริษัทค้าปลีก 180 คน
สถานการณ์:
- มี Action Plan ทั้งหมด 24 รายการ
- เขียนไว้ใน Excel
- ไม่มีใครอัปเดต
- ประชุม KPI เดือนละครั้ง ก็แค่ถามว่า “ทำแล้วหรือยัง?”
คำตอบที่ได้มาตลอด:
- “กำลังทำอยู่ครับ”
- “ได้ครับ ทำไปบ้างแล้ว”
- “เกือบเสร็จแล้วครับ”
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อตรวจสอบ 3 เดือนต่อมา:
สถานะจริงของ Action Plan 24 รายการ:
❌ 18 รายการ - ไม่เคยเริ่มเลย (75%)
⚠️ 4 รายการ - ทำไปครึ่งทางแล้วหยุด (17%)
✓ 2 รายการ - เสร็จแล้ว (8%)
ปัญหา: 2 รายการที่เสร็จไม่ได้ช่วยให้ KPI ดีขึ้นเลย
เพราะไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
เพราะ:
- ไม่มีใครติดตาม
- ไม่มีระบบเตือน
- ไม่มี Due Date ชัดเจน
- ไม่มีการ Review สม่ำเสมอ
- Excel อยู่ในคอมของ HR คนเดียว
วิธีแก้ที่ได้ผลจริง (ไม่ซับซ้อน)
ขั้นที่ 1: ตั้งกฎง่าย ๆ
กฎการอัปเดต Action Plan:
1. ทุก Action Plan ต้องมี Due Date
(ไม่ใช่ "Q1" แต่ต้องเป็น "15 มกราคม 2026")
2. ทุกวันศุกร์ เวลา 16:00 น.
Owner ทุกคนต้องอัปเดตสถานะ (ใช้เวลา 5 นาที)
3. ถ้าไม่อัปเดต 2 สัปดาห์ติด
→ ระบบแจ้งผู้จัดการของ Owner
ขั้นที่ 2: ใช้ระบบเตือนอัตโนมัติ
สิ่งที่ทำให้คนอัปเดต Action Plan จริง ๆ คือ:
- ระบบส่งเตือนผ่าน LINE/Email ก่อนถึงกำหนด 3 วัน
- เตือนอีกครั้งในวันครบกำหนด
- ถ้าเกินกำหนด เตือนทุก 3 วัน + แจ้งหัวหน้า
ขั้นที่ 3: ประชุมแบบใหม่
แบบเก่า (ไม่ได้ผล):
การประชุม KPI (ใช้เวลา 60 นาที)
- 50 นาที: คุยตัวเลข KPI ว่าถึงหรือไม่ถึง
- 10 นาที: ถามว่า "แล้วจะทำอะไรต่อ?"
- จบประชุม: ไม่มี Next Step ที่ชัดเจน
แบบใหม่ (ได้ผล):
การประชุม Checkpoint (ใช้เวลา 60 นาที)
- 15 นาที: ดูตัวเลข KPI ว่าสีอะไร
- 45 นาที: ดู Action Plan ว่า
• งานไหน On Track
• งานไหน At Risk / Delayed
• งานไหนต้องเพิ่ม
• งานไหนควรยกเลิก
• มีอุปสรรคอะไรต้องแก้
จบประชุม: ทุกคนรู้ชัดว่าต้องทำอะไรใน 7 วันข้างหน้า
ผลลัพธ์จากการเปลี่ยนวิธี
บริษัทค้าปลีกเดิมที่ Completion Rate แค่ 8%
หลังเปลี่ยนวิธี:
- เดือนที่ 1: Completion Rate 34%
- เดือนที่ 2: Completion Rate 67%
- เดือนที่ 3: Completion Rate 81%
และที่สำคัญ:
- KPI ที่เคยสีแดง 6 เดือนติด เริ่มเป็นสีเหลือง
- 2 เดือนต่อมา KPI เป็นสีเขียว
- HR ไม่ต้องเสียเวลาไล่ถามคนอีกต่อไป
KPI Action Plan ที่ดีต้องมีหน้าตาแบบไหน (Template ที่ใช้งานได้จริง)
จากประสบการณ์ทำงานกับองค์กรไทยกว่า 200 แห่ง
นี่คือ Template ที่ได้ผลจริง
Template: Action Plan ฉบับสมบูรณ์
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
KPI ที่เชื่อมโยง: ลดอัตราการลาออกจาก 18% → 12%
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
Action Plan #1
─────────────────────────────────────────
📋 ชื่องาน:
ทำ Stay Interview กับพนักงานทุกคนภายใน Q1/2026
🎯 เหตุผล (ทำไมต้องทำ):
จาก Exit Interview 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า:
- 65% ของคนที่ลาออกบอกว่า "ไม่มีโอกาสเติบโต"
- แต่องค์กรไม่เคยรู้เลยว่าพวกเขารู้สึกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
- ถ้าเราคุยก่อน อาจรักษาพวกเขาไว้ได้
📝 การกระทำ (Step-by-Step):
Step 1: สร้างคำถาม Stay Interview 10 ข้อ
- Due: 15 ธันวาคม 2025
- Owner: คุณสมหญิง (HR Manager)
Step 2: อบรมผู้จัดการทุกคนเรื่องวิธีทำ Stay Interview
- Due: 20 ธันวาคม 2025
- Owner: คุณสมหญิง (HR Manager)
- Supporting: วิทยากรภายนอก
Step 3: ผู้จัดการทุกคนต้องทำ Stay Interview 1-on-1 กับทีม
- Due: 31 มกราคม 2026
- Owner: ผู้จัดการทุกแผนก
- Supporting: HR คอยให้คำปรึกษา
Step 4: รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
- Due: 7 กุมภาพันธ์ 2026
- Owner: คุณสมหญิง (HR Manager)
Step 5: สร้าง Action Plan ตามผลที่ได้
- Due: 15 กุมภาพันธ์ 2026
- Owner: คุณสมหญิง (HR Manager)
👤 ผู้รับผิดชอบหลัก:
คุณสมหญิง ใจดี (HR Manager)
👥 ทีมสนับสนุน:
- ผู้จัดการทุกแผนก (ทำ Interview)
- วิทยากรภายนอก (อบรม)
📊 วัดผล:
- Completion Rate: 100% ของพนักงานได้รับ Stay Interview
- Insight ที่ได้: มี Actionable Insight อย่างน้อย 5 ข้อ
- Timeline: ไม่เกิน 90 วัน
🚦 สถานะ:
On Track / At Risk / Delayed / Completed
📝 อัปเดตล่าสุด (15 ธ.ค. 2025):
- สร้างคำถาม 10 ข้อเสร็จแล้ว ✓
- กำลังจองวิทยากรสำหรับวันที่ 20 ธ.ค.
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
องค์ประกอบสำคัญ KPI Action Plan ที่ต้องมี
- เชื่อมโยงกับ KPI – ต้องรู้ว่า Action นี้จะช่วย KPI ตัวไหน
- เหตุผลชัดเจน – ทำไมต้องทำ (อย่างมีข้อมูลรองรับ)
- Step-by-Step – แบ่งเป็นขั้นตอนย่อย ๆ มี Due Date แต่ละ Step
- Primary Owner – ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง
- วิธีวัดผล – จะรู้ได้ยังไงว่าสำเร็จ
- สถานะปัจจุบัน – อัปเดตทุกสัปดาห์
ตัวอย่างการใช้กับบริษัทผลิตอาหาร เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนสูง
ภาพรวมบริษัท
- ประเภท: โรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูป
- จำนวนพนักงาน: 250 คน
- ปัญหา: ต้นทุนการผลิตสูงกว่าแผน 22%
สิ่งที่เคยทำ (แต่ไม่ได้ผล)
ผู้บริหารจัดประชุม “ลดต้นทุน” ทุกสัปดาห์
Action Plan ที่ออกมา:
❌ Action Plan แบบเดิม (ไม่ได้ผล):
1. สั่งให้ทุกแผนก "ลดค่าใช้จ่าย 15%"
2. ตั้งคณะกรรมการกำกับต้นทุน
3. จัดประชุมติดตามทุกสัปดาห์
ผลลัพธ์:
- ประชุมไป 3 เดือน
- ต้นทุนไม่ลดเลย
- ทุกแผนกบอกว่า “ลดไม่ได้แล้ว”
การวินิจฉัยใหม่ (ใช้ข้อมูล)
HR Director ตัดสินใจวิเคราะห์ข้อมูลจริง ๆ
พบว่า:
การกระจายต้นทุนที่เกิน:
40% - มาจากวัตถุดิบเสีย
25% - มาจาก Overtime
20% - มาจากเครื่องจักรพัง
15% - อื่น ๆ
เมื่อเจาะลึกที่ “วัตถุดิบเสีย 40%”
พบสาเหตุ:
- ซื้อวัตถุดิบมากเกินไป (เพื่อได้ราคาถูก)
- แต่ใช้ไม่ทัน หมดอายุ
- การจัดเก็บไม่ดี ทำให้เสียเร็ว
- ไม่มีระบบ FIFO (First In First Out)
KPI Action Plan ที่ทำจริง
✓ Action Plan ใหม่ (แก้ต้นเหตุ):
Action #1: ปรับระบบการสั่งซื้อวัตถุดิบ
- ลด Order Size ลง 30%
- แต่เพิ่มความถี่การสั่ง (จาก 2 ครั้ง/เดือน → 4 ครั้ง/เดือน)
- Owner: จัดซื้อ
- Due: 1 สัปดาห์
Action #2: ติดตั้งระบบ FIFO ที่คลังวัตถุดิบ
- ติดป้าย "วันหมดอายุ" ที่ชั้นวาง
- วางของเก่าไว้ข้างหน้า ของใหม่ไว้ข้างหลัง
- Owner: หัวหน้าคลัง
- Due: 3 วัน
Action #3: อบรมพนักงานคลัง
- วิธีการจัดเก็บที่ถูกต้อง
- วิธีตรวจสอบวันหมดอายุ
- Owner: HR + หัวหน้าคลัง
- Due: 1 สัปดาห์
Action #4: ตั้ง KPI ย่อย
"วัตถุดิบหมดอายุ < 2% ของยอดรับเข้าทั้งหมด"
- วัดทุกสัปดาห์
- Owner: หัวหน้าคลัง
บทเรียนสำคัญ
- อย่าเดา ให้ดูข้อมูล – ถ้าไม่วิเคราะห์ ก็จะแก้ผิดจุด
- แก้ต้นเหตุ ไม่ใช่อาการ – การสั่งให้ “ลดต้นทุน” ไม่ได้แก้อะไร
- Action Plan ที่ดีมักจะง่าย – ไม่ต้องซับซ้อน แค่ถูกจุด
- วัดผลได้ทันที – ภายใน 1 เดือนเห็นผลแล้ว
วิธีทำให้ KPI Action Plan ไม่ตายกลางทาง (5 เคล็ดลับจากประสบการณ์จริง)

เคล็ดลับ 1: ทำให้ Update KPI Action Plan ง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ปัญหา: คนไม่ Update Action Plan ไม่ใช่เพราะไม่อยากทำ
แต่เพราะ “ยุ่งเกินไป”
วิธีแก้:
ทำให้ Update ง่ายจนทำได้ภายใน 30 วินาที:
❌ วิธีเก่า (ยุ่ง):
1. เปิดคอมพิวเตอร์
2. เปิด Email หาไฟล์ Excel
3. Download Excel
4. เปิดไฟล์
5. หาชื่อตัวเอง
6. พิมพ์ความคืบหน้า
7. Save
8. ส่งกลับทาง Email
✓ วิธีใหม่ (ง่าย):
1. ได้รับ LINE notification
2. กด Link
3. เลือกสถานะ: On Track / At Risk / Delayed
4. (Optional) พิมพ์หมายเหตุ 1 บรรทัด
5. กดบันทึก
เวลาที่ใช้: 30 วินาที
เมื่อ Update ง่าย → คนจะทำจริง
เคล็ดลับ 2: ประชุมแบบใหม่ (Focus ที่ Action ไม่ใช่ตัวเลข)
โครงสร้างการประชุม Checkpoint แบบได้ผล:
การประชุม Checkpoint (60 นาที)
Part 1: Quick KPI Review (10 นาที)
- ดู Dashboard ว่า KPI สีอะไร
- บันทึกตัวเลข
- ไม่ต้องคุยลึก
Part 2: Action Plan Deep Dive (40 นาที)
- งานไหน On Track → Good, Continue
- งานไหน At Risk → ทำไม? ต้องช่วยอะไร?
- งานไหน Delayed → ติดอะไร? จะแก้ยังไง?
- มีงานไหนที่ควรเพิ่มหรือไม่?
- มีงานไหนที่ควรยกเลิก (เพราะไม่ช่วย KPI)?
Part 3: Next Steps (10 นาที)
- สรุป Action Items ใหม่
- ใครต้องทำอะไรภายในเมื่อไหร่
- นัดประชุมครั้งถัดไป
กฎสำคัญ:
- ห้ามจบประชุมโดยไม่มี Next Steps
- ทุกคนต้องรู้ว่า “ต้องทำอะไรใน 7 วันข้างหน้า”
เคล็ดลับ 3: ใช้ AI ช่วยลดงาน (ไม่ต้องทำเองทั้งหมด)
AI สามารถช่วย:
ก่อนประชุม:
- สรุปสถานะ Action Plan ทั้งหมด
- แจ้งเตือนว่างานไหนเกินกำหนด
- บอกว่าใครยังไม่ได้อัปเดต
ระหว่างประชุม:
- แสดง Dashboard แบบ Real-time
- กรองงานที่ต้องคุย (At Risk, Delayed)
- ข้ามงานที่ On Track
หลังประชุม:
- ส่งสรุปการประชุมให้ทุกคน
- แจ้งเตือน Action Items ใหม่ให้ Owner
- ตั้งเตือนติดตามอัตโนมัติ
ผลลัพธ์: HR/ผู้จัดการประหยัดเวลาได้ 70%
เคล็ดลับ 4: สร้าง Action Plan Template ตาม KPI
อย่าให้ทุกคนคิด Action Plan เองตั้งแต่ต้น
ทำ Template ให้:
KPI: อัตราการลาออก
Action Plan Templates (เลือกได้):
☐ ทำ Stay Interview
☐ Workshop หัวหน้างานเรื่อง People Management
☐ Onboarding Program
☐ Exit Interview Analysis
☐ Employee Engagement Survey
☐ Career Path Planning
────────────────────────────
KPI: ยอดขาย
Action Plan Templates:
☐ Sales Training
☐ Lead Response System
☐ Call Review & Coaching
☐ Lead Scoring
☐ CRM Process Improvement
☐ Product Knowledge Workshop
ข้อดี:
- ประหยัดเวลาคิด
- ได้ Action Plan ที่เคยได้ผลมาแล้ว
- พนักงานใหม่ใช้งานได้ทันที
เคล็ดลับ 5: Dashboard ที่บอกว่า “ต้องทำอะไรเร่งด่วน”
Dashboard ที่ดีต้องแสดง:

Dashboard แบบนี้ทำให้:
- มองเห็นปัญหาทันที
- รู้ว่าต้องแก้อะไรก่อน
- ไม่ต้องเปิด Excel มาดู
ทำอย่างไรต่อหลังอ่านบทความนี้ (Checklist แบบ Action-Oriented)
อย่าแค่อ่าน ให้ลงมือทำ
สัปดาห์นี้ (ภายใน 7 วัน)
☐ ดู KPI ที่ไม่ถึงเป้า 3 อันดับแรก
เขียนลงกระดาษหรือ Notion
☐ เลือก 1 KPI ที่จะโฟกัสก่อน
(เลือกที่แก้แล้วมีผลกระทบมากที่สุด)
☐ ถามคำถาม: "ทำไม KPI นี้ไม่ถึงเป้า?"
ดูข้อมูล ไม่ใช่เดา
หาต้นเหตุที่แท้จริง
☐ เขียน Action Plan 1 รายการ
ใช้ Template ที่ให้ไว้ในบทความ
ต้องมี: ชื่องาน, เหตุผล, Step-by-Step, Owner, Due Date
☐ มอบหมายให้ Owner ที่ชัดเจน
ต้องเป็นชื่อ-นามสกุล ไม่ใช่ "แผนก"
สัปดาห์หน้า (วันที่ 7-14)
☐ ตั้ง Due Date และ Milestone
แบ่งงานใหญ่เป็นงานย่อย
แต่ละงานย่อยมี Due Date
☐ ตั้งกฎการอัปเดต
"ทุกวันศุกร์ Owner ต้องอัปเดตสถานะ"
☐ นัดประชุม Checkpoint ครั้งแรก
ในอีก 7 วัน
Agenda: ดู Action Plan ว่าคืบหน้าไปไหนแล้ว
เดือนหน้า (วันที่ 30)
☐ Review ผลลัพธ์
Action Plan ทำเสร็จหรือยัง?
KPI ดีขึ้นหรือไม่?
☐ ถ้า KPI ไม่ดีขึ้น
→ วินิจฉัยใหม่
→ Action Plan เดิมไม่ได้แก้ต้นเหตุ
→ ต้องหาต้นเหตุใหม่
☐ ถ้า KPI ดีขึ้น
→ เรียนรู้ว่าอะไรได้ผล
→ ทำซ้ำกับ KPI อื่น
จำไว้
ไม่ต้องเริ่มใหญ่
เริ่มจาก:
- 1 KPI
- 1 Action Plan
- 1 Owner
- 7 วัน
แล้วขยายผลเมื่อเห็นว่ามันได้ผล
8. ทำไมต้องมีระบบช่วย? EsteeMATE กับ Pain Point ที่แก้ได้จริง
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจสงสัยว่า:
“รู้แล้วว่า Action Plan สำคัญ
แต่จะทำยังไงให้ทีมอัปเดตจริง ๆ
โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไล่ถามทุกสัปดาห์?”
นี่คือ Pain Point ที่ HR Director ทุกคนเจอ
ปัญหาที่เจอบ่อย
ปัญหาที่ 1: ทีมไม่อัปเดต
→ HR ต้องส่ง LINE ไล่ถามทุกคน
ปัญหาที่ 2: Excel กระจัดกระจาย
→ ไม่รู้ว่าเวอร์ชันไหนใหม่สุด
ปัญหาที่ 3: ไม่มีภาพรวม
→ ต้องเปิด Excel 5 ไฟล์เพื่อดูสถานะทั้งหมด
ปัญหาที่ 4: เตรียมประชุมเสียเวลา
→ ต้อง Copy-Paste ข้อมูลจาก Excel มาทำ PowerPoint
ปัญหาที่ 5: ไม่รู้ว่างานไหนค้าง
→ ต้องถามทีละคนว่า "ทำไปถึงไหนแล้ว?"
สิ่งที่ EsteeMATE แก้ได้
1. ระบบเตือนอัตโนมัติ
- ส่ง LINE แจ้งเตือนก่อน Due 3 วัน
- เตือนอีกครั้งในวันครบกำหนด
- ถ้าเกิน แจ้งทุก 3 วัน + แจ้งหัวหน้า
- คุณไม่ต้องไล่ถามเอง
2. Update ผ่านมือถือได้
- กด Link จาก LINE
- เลือกสถานะ (30 วินาที)
- บันทึก
- ทีมจะอัปเดตเองเพราะง่าย
3. Dashboard แบบ Real-time
- เห็นภาพรวมทั้งหมดในหน้าเดียว
- กรองได้ว่าจะดูงานไหน (On Track, At Risk, Delayed)
- คลิกดูรายละเอียดได้ทันที
- ไม่ต้องเปิด Excel 5 ไฟล์
4. เตรียมประชุมอัตโนมัติ
- ระบบสรุปให้ว่างานไหนต้องคุย
- แสดงเฉพาะงานที่ At Risk / Delayed
- Export Meeting Agenda ได้ทันที
- ประหยัดเวลา 1-2 ชั่วโมง/สัปดาห์
5. AI ช่วยวิเคราะห์
- บอกว่างานไหนมีความเสี่ยง
- แนะนำ Action Plan ตาม KPI
- สรุปความคืบหน้าอัตโนมัติ
- คุณได้ Insight โดยไม่ต้องวิเคราะห์เอง
EsteeMATE เหมาะกับ
✓ องค์กร 100-500 คน ที่กำลังสร้างระบบ Performance Management
✓ HR Director ที่เหนื่อยกับการไล่ถามคนอัปเดต Action Plan
✓ ผู้บริหารที่ต้องการเห็นภาพรวม KPI + Action Plan ในที่เดียว
✓ องค์กรที่เคยลองใช้ระบบแพง ๆ แล้วซับซ้อนเกินไป
✓ ทีมที่ต้องการระบบที่ใช้งานง่าย ไม่ต้องอบรมนาน
ไม่ต้องใส่บัตรเครดิต ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทดลองใช้กับทีมจริง
Next Steps สำหรับคุณ
เริ่มวันนี้:
- เลือก 1 KPI ที่ต้องการแก้
- หาต้นเหตุที่แท้จริง (ดูข้อมูล ไม่ใช่เดา)
- เขียน Action Plan 1 รายการโดยใช้ Template ในบทความนี้
- มอบหมายให้ Owner ที่ชัดเจน
- ตั้งเตือนติดตามใน 7 วัน
ไม่ต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน
เริ่มเล็ก ๆ แต่ทำจริง ๆ
แล้วคุณจะเห็นว่า KPI เริ่มดีขึ้น
และถ้าคุณต้องการระบบที่ช่วยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
→ ติดต่อเราเพื่อประเมินความพร้อมขององค์กรคุณ
