เรื่องเล่าของคนที่มีนิสัย DISC แบบ C ที่คิดถูกเกือบทุกครั้ง แต่ทีมกลับไปไม่ถึงไหน
ในหลายทีม คนแบบ C มักเป็นคนที่ทุกคนพึ่งพาเวลาเกิดปัญหาซับซ้อน เขาเป็นคนที่มองเห็นรายละเอียดที่คนอื่นมองข้าม เป็นคนที่ถามคำถามยาก ๆ ก่อนที่ความผิดพลาดจะเกิด และเป็นคนที่ช่วยหยุดทีมไว้ได้ทันก่อนจะตัดสินใจพลาดอย่างไม่จำเป็น เวลามีข้อมูล ตัวเลข หรือเงื่อนไขเยอะ ๆ คนแบบนี้คือคนที่ทำให้ทุกอย่างดู “ปลอดภัย” ขึ้นทันที
คนแบบนี้ ใน DISC มักถูกเรียกว่า “C”

ถ้ามองเผิน ๆ ทีมที่มี C ดูเหมือนจะได้เปรียบ เพราะมีคนคอยคิด คอยเช็ก และคอยระวัง แต่ในความเป็นจริง หลายทีมกลับติดอยู่กับจุดเดิม ทั้งที่คิดครบ คิดรอบ และคิดถูกเกือบทุกครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การคิดผิด แต่อยู่ที่การคิดไม่หยุด ในเวลาที่ทีมต้องการการตัดสินใจมากกว่าความสมบูรณ์แบบ
สำหรับคนแบบ C ความกดดันไม่ได้ทำให้เขารีบเหมือน D หรือพูดมากขึ้นเหมือน I และไม่ได้ทำให้เขาเงียบเพื่อรักษาความสงบเหมือน S แต่ความกดดันจะทำให้เขา “คิดลึกขึ้น” ทบทวนมากขึ้น และตั้งคำถามกับทุกสมมติฐานที่ยังไม่แน่นพอ เพราะในโลกของเขา ความผิดพลาดคือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด และวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงความผิดพลาด ก็คือการคิดให้ครบก่อนลงมือ
คิดมากซะจนไม่กล้าลงมือทำ
ปัญหาคือ ในโลกของการทำงานจริง ไม่มีข้อมูลใดสมบูรณ์แบบ และไม่มีการตัดสินใจใดปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อทีมอยู่ภายใต้แรงกดดัน คนแบบ C มักพยายามดึงทีมกลับเข้าสู่โหมดวิเคราะห์ ในขณะที่คนอื่นกำลังมองหาทางออกที่ “ดีพอ” เพื่อเดินต่อไปก่อน ความต่างของจังหวะนี้เอง ที่ทำให้คนแบบ C ถูกมองว่าเรื่องมาก ช้า หรือขัดขวาง ทั้งที่ในใจเขา เขาแค่ไม่อยากให้ทีมพลาดในสิ่งที่ป้องกันได้
จากมุมของคนแบบ C คำถามที่เขาถามไม่ใช่การขัด แต่คือการป้องกัน เขาไม่ได้พยายามหยุดทีม แต่พยายามทำให้แน่ใจว่าทีมเข้าใจผลกระทบทั้งหมดก่อนจะก้าวไปข้างหน้า แต่จากมุมของทีม คำถามเดียวกันนั้นอาจถูกแปลว่า “เรายังไม่พร้อมอีกแล้ว” หรือ “ไม่มีทางที่แผนนี้จะผ่าน” และเมื่อคำถามแบบนี้เกิดซ้ำ ๆ โดยไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่าเมื่อไรคือเวลาคิด และเมื่อไรคือเวลาตัดสินใจ ทีมก็จะเริ่มรู้สึกเหมือนติดอยู่ในวงจรเดิมที่ไม่มีวันจบ
ทำไมยังไงก็ยังไม่ดีพอ
อีกสิ่งหนึ่งที่คนแบบ C มักไม่รู้ตัวคือ ความคาดหวังในมาตรฐานของตัวเอง เขามักตั้งเกณฑ์ที่สูงและชัดเจนกับงาน และเผลอคาดหวังให้คนอื่นคิดและทำในระดับเดียวกัน เมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดัน มาตรฐานเหล่านี้จะยิ่งถูกย้ำซ้ำโดยไม่รู้ตัว งานที่ยังไม่สมบูรณ์จะถูกตั้งคำถาม งานที่ยังไม่ชัดจะถูกดึงกลับมาทบทวน และคนรอบข้างอาจเริ่มรู้สึกว่า “ยังไงก็ยังไม่ดีพอ” แม้จะพยายามแค่ไหนก็ตาม
เมื่อเวลาผ่านไป ทีมที่มี C แข็งแรงอาจไม่ได้ล้มเหลวเพราะการตัดสินใจผิด แต่ล้มเหลวเพราะการตัดสินใจที่ไม่เคยเกิดขึ้น ไอเดียดี ๆ ถูกพักไว้รอข้อมูลเพิ่ม โอกาสบางอย่างผ่านไปเพราะยังไม่มั่นใจพอ และความเหนื่อยล้าของทีมเพิ่มขึ้นจากการแก้ไขรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ไม่มีผลต่อภาพรวมมากนัก
จุดบอดสำคัญของคนแบบ C คือ การเชื่อว่าความถูกต้องสำคัญกว่าความคืบหน้าเสมอ แต่ในหลายสถานการณ์ ความคืบหน้าที่ไม่สมบูรณ์กลับมีคุณค่ามากกว่าความถูกต้องที่มาช้าเกินไป ข่าวดีคือ คนแบบ C ไม่จำเป็นต้องลดมาตรฐานของตัวเองเพื่อแก้ปัญหานี้ สิ่งที่ต้องเพิ่มไม่ใช่ความเร็ว แต่คือ “เส้นแบ่ง” ระหว่างช่วงคิดกับช่วงตัดสินใจให้ชัดขึ้น
เมื่อทีมบอกได้ชัดว่า ตอนนี้เรากำลังวิเคราะห์ และตอนนี้เรากำลังเลือก คนแบบ C จะปล่อยมือได้ง่ายขึ้นโดยไม่รู้สึกว่ากำลังเสี่ยงโดยไม่จำเป็น และเมื่อเขารู้ว่าคำถามของเขาถูกฟังจริงในช่วงที่เหมาะสม เขาก็จะไม่รู้สึกว่าต้องถามทุกอย่างในทุกเวลา
ถ้าคุณเป็นคนที่มักคิดว่า
“ขอข้อมูลอีกนิด แล้วค่อยตัดสินใจ”แบบทดสอบนี้อาจช่วยให้คุณเห็น
ว่าการคิดของคุณช่วยทีมตรงไหน
และตรงไหนที่อาจทำให้ทีมชะงักโดยไม่รู้ตัว👉 ลองทำแบบทดสอบ DISC ฟรี
https://freedisc.esteemate.io
สำหรับคนที่ทำงานกับ C การเข้าใจว่าคำถามไม่ได้แปลว่าไม่เห็นด้วย จะช่วยลดแรงต้านลงได้มาก การรับฟังคำถาม แล้วช่วยแปลงมันให้กลายเป็นเงื่อนไขในการตัดสินใจ แทนที่จะมองว่าเป็นอุปสรรค จะทำให้ทั้งคุณภาพและความเร็วเดินไปด้วยกันได้
สุดท้ายแล้ว DISC แบบ C ไม่ใช่เรื่องของความเยอะหรือความกลัวการเปลี่ยนแปลง แต่มันคือพฤติกรรมของคนที่ให้คุณค่ากับความถูกต้อง ความเสถียร และผลลัพธ์ระยะยาวอย่างจริงจัง เพียงแต่ถ้าทีมไม่มีจังหวะที่ชัดเจนให้การคิดนั้นจบลง ความรอบคอบก็อาจกลายเป็นกำแพงที่ขวางไม่ให้ทีมเดินหน้า ทั้งที่ทุกคนตั้งใจไปในทิศทางเดียวกัน
บางทีคำถามที่ทีมที่มี C ควรถามกัน อาจไม่ใช่ว่า “ข้อมูลพอหรือยัง” แต่คือ “ถ้าเราต้องตัดสินใจวันนี้ ข้อมูลไหนสำคัญพอ และข้อมูลไหนรอได้” เพราะคำถามนั้น จะช่วยให้เราไม่ติดกับการคิดลึกจนไม่ยอมลงมือทำ และทำให้ทีมเดินหน้าได้โดยไม่ทิ้งคุณภาพไว้ข้างหลัง
DISC แบบ D เมื่อ “ความเร็ว” กลายเป็นแรงกดดัน
