ประเมินผลการฝึกอบรม 4 ระดับ (Kirkpatrick) คำถามที่ควรถาม เมื่อไร และใครตอบ

EsteeMATE Team | ทีมพัฒนาระบบ Performance Management สำหรับ SME ไทย — มีประสบการณ์ออกแบบระบบ KPI การประเมินผล และแผนพัฒนาบุคลากรให้องค์กรมากว่า 10 ปี ครอบคลุมทั้ง Manufacturing, Retail, Service และ Tech ตั้งแต่ระดับพนักงานปฏิบัติการจนถึงผู้บริหาร


คะแนนความพึงพอใจ 4.6 ทุกหลักสูตร แล้วยังไงต่อ

แล้วพอผู้บริหารถามว่า “ที่จ่ายค่าอบรมไปสามแสน ได้อะไรกลับมา” HR ก็ตอบได้แค่คะแนนความพึงพอใจ ซึ่งไม่ใช่คำตอบของคำถามนั้น

บทความนี้จะพาทำความเข้าใจ โมเดล Kirkpatrick ซึ่งเป็นกรอบประเมินผลการฝึกอบรม 4 ระดับที่ใช้กันทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1959 แต่จะเล่าในแบบที่ SME ขนาด 50–500 คนทำได้จริงโดยไม่ต้องมีทีมวิจัย: ระดับไหนควรทำ ถามอะไร ถามเมื่อไร ใครเป็นคนตอบ และตัวเลขไหนที่ควรดู


Kirkpatrick 4 ระดับคืออะไร (ฉบับย่อ)

ระดับชื่อคำถามหลักถามเมื่อไรใครตอบSME ควรทำไหม
1Reaction (ความพึงพอใจ)หลักสูตรนี้เกี่ยวกับงานฉันไหม จัดได้ดีไหมทันทีหลังจบ ถึง 14 วันผู้เรียนทำทุกหลักสูตร
2Learning (การเรียนรู้)เรียนแล้วรู้มากขึ้นจริงไหมทันทีหลังจบ ถึง 14 วันผู้เรียน (หรือสอบ)ทำทุกหลักสูตร
3Behavior (พฤติกรรม)กลับไปทำงานต่างจากเดิมไหม60–90 วันหลังจบหัวหน้าโดยตรงทำเฉพาะหลักสูตรที่ลงทุนสูง
4Results (ผลลัพธ์)Competency หรือ KPI ดีขึ้นไหมรอบประเมินถัดไประบบประเมินผลทำเมื่อมีข้อมูลก่อน-หลัง

สิ่งที่อยากให้จำจากตารางนี้มี 2 ข้อ

ข้อแรก ระดับ 1 กับ 2 ทำพร้อมกันได้ และควรทำทุกหลักสูตร เพราะต้นทุนต่ำมาก แค่ 9 คำถาม

ข้อสอง ระดับ 3 กับ 4 ไม่ได้ถามผู้เรียน ระดับ 3 ถามหัวหน้า ระดับ 4 ดูจากข้อมูลประเมินผลงานที่องค์กรทำอยู่แล้ว นี่คือจุดที่หลายองค์กรเข้าใจผิด แล้วพยายามยัดคำถาม “คุณคิดว่าจะนำไปใช้ได้ไหม” ลงในแบบประเมินวันจบอบรม ซึ่งเป็นการถามระดับ 3 ในเวลาของระดับ 1 คำตอบจึงเป็นแค่ความตั้งใจ ไม่ใช่พฤติกรรม


Level 1: ความพึงพอใจ — 5 คำถามก็พอ และต้องเรียงลำดับให้ถูก

ทำไมต้องแค่ 5 ข้อ

จากประสบการณ์ แบบประเมินที่ยาวเกิน 8 ข้อจะได้คำตอบแบบ “ติ๊ก 5 รวดทุกข้อ” เพิ่มขึ้นชัดเจน และอัตราการตอบลดลงเมื่อส่งเป็นแบบฟอร์มออนไลน์ให้ทำทีหลัง 5 ข้อที่เราใช้ใน EsteeMATE และแนะนำให้ทุกองค์กรเริ่มจากตรงนี้คือ

ลำดับคำถาม (สเกล 1–5)
1เนื้อหาเกี่ยวข้องกับงานของฉัน
2วิทยากรอธิบายได้ชัดเจน
3เอกสารประกอบมีประโยชน์
4สถานที่ เวลา และการจัดการเหมาะสม
5โดยรวมฉันพึงพอใจกับหลักสูตรนี้
+ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม (ไม่บังคับ)

สเกล: 1 = ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง, 5 = เห็นด้วยอย่างยิ่ง

ทำไมข้อแรกต้องเป็น “เกี่ยวข้องกับงานของฉัน”

เพราะนี่คือข้อเดียวที่ HR แก้ได้ด้วยตัวเอง ถ้าคะแนนข้อนี้ต่ำ แปลว่ากลุ่มเป้าหมายผิด ไม่ใช่วิทยากรผิด และนี่คือปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในหลักสูตรที่ “ส่งไปทั้งแผนก” โดยไม่ได้ดูว่าแต่ละคนทำงานอะไรจริง ๆ (เราเขียนเรื่องการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเงื่อนไขไว้ใน วิธีวางแผนฝึกอบรมประจำปี)

ข้อ 2–4 เป็นเรื่องที่แก้ได้ที่วิทยากรหรือฝ่ายจัดงาน ส่วนข้อ 5 เป็นตัวสรุปที่เอาไว้เทียบระหว่างหลักสูตร

วิธีอ่านผล

อย่าดูค่าเฉลี่ยรวม ให้ดู ข้อที่ต่ำที่สุด ของแต่ละหลักสูตร หลักสูตรที่ได้ 4.5 ทุกข้อยกเว้นข้อ 1 ที่ได้ 3.2 กำลังบอกว่าจัดได้ดีมาก แต่จัดให้ผิดคน


Level 2: การเรียนรู้ — ประเมินตนเอง “ก่อน-หลัง” ในแบบฟอร์มเดียว

สองวิธีที่ใช้ได้

วิธีที่ 1: สอบ ใช้กับหลักสูตรที่มีความรู้ชัดเจนว่าถูกหรือผิด เช่น ความปลอดภัย PDPA หรือขั้นตอนปฏิบัติงาน ตั้งเกณฑ์ผ่านไว้ที่หลักสูตร แล้วบันทึกคะแนนต่อคน ข้อควรระวังคือ เกณฑ์ผ่านต้องถูกล็อกไว้ ณ วันสอบ ถ้าภายหลังปรับเกณฑ์ของหลักสูตร คนที่สอบไปแล้วต้องไม่ถูกเปลี่ยนผลย้อนหลัง

วิธีที่ 2: ประเมินตนเองแบบก่อน-หลัง ใช้กับหลักสูตรทักษะที่สอบไม่ได้ เช่น ภาวะผู้นำ การสื่อสาร การโค้ช ให้ผู้เรียนตอบ 4 ข้อนี้ ในแบบฟอร์มเดียวกันหลังอบรมจบ

ลำดับคำถาม (สเกล 1–5)
1ความรู้ในเรื่องนี้ของฉัน ก่อน อบรม
2ความรู้ในเรื่องนี้ของฉัน หลัง อบรม
3หลักสูตรบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
4ฉันนำสิ่งที่เรียนไปใช้ในงานได้

เทคนิคที่เรียกว่า retrospective pre-post นี้ให้ผู้เรียนประเมิน “ก่อน” ตอนที่เขารู้แล้วว่าตัวเองไม่รู้อะไร ซึ่งแม่นกว่าการแจกแบบประเมินก่อนเริ่มเรียน ที่คนมักให้คะแนนตัวเองสูงเกินจริงเพราะยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้ลึกแค่ไหน

ตัวเลขที่ดูคือ ส่วนต่างระหว่างข้อ 2 กับข้อ 1 ถ้าหลักสูตรไหนส่วนต่างเฉลี่ยต่ำกว่า 1 ระดับ แปลว่าคนที่มาเรียนรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว หรือหลักสูตรตื้นเกินไป

ข้อสังเกตจากประสบการณ์: องค์กรที่ให้ Admin หรือ HR กรอกแบบประเมินแทนผู้เรียนได้ “เพื่อความสะดวก” จะได้ข้อมูลที่ใช้ไม่ได้ภายใน 2 รอบ เพราะพอผู้เรียนรู้ว่ามีคนกรอกแทนได้ ก็ไม่มีใครกรอกเองอีก แบบประเมินต้องเป็นของผู้เรียนเท่านั้น และระบบที่ดีควรห้ามแม้แต่ Admin ไม่ให้กรอกแทน


Level 3: พฤติกรรม — ให้หัวหน้าตอบ 3 ข้อ หลังผ่านไป 60 วัน

ระดับนี้ไม่ต้องทำทุกหลักสูตร ทำเฉพาะหลักสูตรที่ลงทุนสูง (วิทยากรภายนอก หลายวัน หรือหลักสูตรผู้นำ) และต้องรอให้เวลาผ่านไปอย่างน้อย 60 วัน เพื่อให้พฤติกรรมใหม่มีโอกาสเกิดหรือไม่เกิด

คนตอบคือ หัวหน้าโดยตรง ไม่ใช่ผู้เรียน ถาม 3 ข้อ

  1. ตั้งแต่อบรมจบ คุณเห็นเขาทำ [พฤติกรรมเป้าหมายของหลักสูตร] บ่อยแค่ไหน (ไม่เคย / นาน ๆ ครั้ง / บ่อย / เป็นประจำ)
  2. ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เห็น 1 เหตุการณ์
  3. อะไรที่ขัดขวางไม่ให้เขาทำได้มากกว่านี้

ข้อ 3 สำคัญที่สุด เพราะคำตอบมักไม่ใช่ “เขาไม่ตั้งใจ” แต่เป็น “ระบบงานไม่เอื้อ” หรือ “ผมเองก็ไม่ได้ให้เวลาเขาทำ” ซึ่งเป็นปัญหาที่การอบรมเพิ่มแก้ไม่ได้

ระดับนี้ยังทำได้ด้วยแบบฟอร์มง่าย ๆ ใน Google Forms หรือกระดาษ ไม่ต้องรอระบบ


Level 4: ผลลัพธ์ — เทียบ Competency หรือ KPI ก่อนและหลัง

ระดับที่ทุกคนอยากได้ แต่ทำได้เฉพาะเมื่อ มีข้อมูลประเมินผลงานทั้งก่อนและหลังอบรม ซึ่งแปลว่าองค์กรต้องมีรอบประเมิน Competency หรือ KPI ที่ทำสม่ำเสมออยู่แล้ว

วิธีทำคือ ผูกหลักสูตรเข้ากับสมรรถนะหรือ KPI ที่มันตั้งใจพัฒนาตั้งแต่ตอนออกแบบหลักสูตร เช่น “ภาวะผู้นำขั้นพื้นฐาน” ผูกกับสมรรถนะ “การสื่อสารกับทีม” และ “การให้ Feedback” แล้วเมื่อถึงรอบประเมินถัดไป เทียบคะแนนเฉลี่ยของคนที่ผ่านหลักสูตรนี้ ระหว่างรอบก่อนอบรมกับรอบหลังอบรม

ข้อควรระวัง 2 ข้อ

  • ต้องมีคู่ข้อมูลครบ คนที่มีคะแนนแค่รอบเดียวใช้เทียบไม่ได้ ถ้าคู่ข้อมูลที่ครบมีน้อยกว่าครึ่งของผู้เรียน ตัวเลขยังสรุปไม่ได้
  • ดีขึ้นไม่ได้แปลว่าเพราะอบรม คะแนนที่ดีขึ้นอาจมาจากหัวหน้าใหม่ งานใหม่ หรือแค่เวลาผ่านไป ให้ใช้ระดับ 4 เป็น “สัญญาณ” ประกอบระดับ 3 ไม่ใช่ข้อพิสูจน์

ตัวเลขที่ควรดูทุกไตรมาส และข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด

ความครอบคลุมสำคัญกว่าคะแนน

ก่อนจะดูคะแนนเฉลี่ยของหลักสูตรใด ให้ดูก่อนว่า กี่เปอร์เซ็นต์ของผู้เรียนที่ตอบ หลักสูตรที่ได้ 4.8 จากคนตอบ 3 ใน 48 คน ไม่ได้บอกอะไรเลย เป้าหมายที่เราแนะนำคือ ความครอบคลุมอย่างน้อย 80% ของผู้ที่เรียนจบ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด: ส่งแบบประเมินผิดเวลา

  • ส่งเร็วเกินไป (แจกในห้องตอนจบ) ได้คำตอบที่เกรงใจวิทยากร และคนรีบกลับ
  • ส่งช้าเกินไป (เกิน 2 สัปดาห์) คนลืมรายละเอียดแล้ว และอัตราตอบตกฮวบ

ช่วงที่ใช้ได้ดีคือ เปิดรับ 14 วันหลังจบรอบ ส่งแจ้งเตือนครั้งแรกวันถัดไป และ เตือนซ้ำ 3 วันก่อนปิดรับ ถ้ายังไม่ถึง 80% ให้หัวหน้าช่วยตามแทน HR เพราะอัตราตอบที่หัวหน้าตามเองสูงกว่า HR ตามเกือบทุกครั้งที่เราเห็น

สรุปตัวเลข 4 ตัว

ตัวชี้วัดเป้าหมายบอกอะไร
ความครอบคลุม L1/L2≥ 80%ข้อมูลเชื่อถือได้พอจะอ่านไหม
ข้อที่ต่ำสุดใน L1ไม่มีข้อไหนต่ำกว่า 3.5ต้องแก้ที่กลุ่มเป้าหมาย วิทยากร หรือการจัด
ส่วนต่างก่อน-หลังใน L2≥ 1 ระดับหลักสูตรเพิ่มความรู้จริงไหม
คู่ข้อมูลครบใน L4≥ 50% ของผู้เรียนเทียบก่อน-หลังได้หรือยัง

ทำทั้งหมดนี้โดยไม่มีระบบ

ได้ครับ ระดับ 1–2 ทำด้วย Google Forms ที่ส่งลิงก์หลังจบรอบ แล้วรวมผลใน Sheets เรามีแบบประเมินผลการฝึกอบรมบน Google Sheets ที่ทำเป็นแอปเล็ก ๆ แจกฟรี ครอบคลุมคำถาม 9 ข้อข้างบนและสรุปผลต่อหลักสูตรให้ ส่วนระดับ 3 ใช้ฟอร์มกระดาษให้หัวหน้าก็ได้

จุดที่สเปรดชีตเริ่มไม่ไหวคือ

  • ตามคนที่ยังไม่ตอบ ต้องมีคนนั่งเทียบรายชื่อผู้เรียนกับรายชื่อผู้ตอบทุกรอบ
  • ความครอบคลุมต่อหลักสูตรต้องคำนวณเอง และมักไม่มีใครทำ
  • ระดับ 4 ต้องดึงคะแนนประเมินผลงานจากอีกระบบมาจับคู่รายคน ซึ่งแทบไม่มีใครทำสำเร็จด้วยมือ

การประเมินผลการฝึกอบรมใน EsteeMATE

สิ่งที่เล่ามาทั้งหมดคือวิธีคิดที่เราใส่ลงในโมดูลฝึกอบรมของ EsteeMATE โดยพยายามให้ส่วนที่เป็นงานซ้ำ ๆ หายไป และเหลือเฉพาะส่วนที่ต้องใช้คนตัดสินใจ

ระดับ 1 และ 2 มีในระบบ เป็นแบบฟอร์ม 5 ข้อและ 4 ข้อตามตารางข้างบน พนักงานกรอกเองจากหน้า “การอบรมของฉัน” หรือแอปมือถือ และกรอกแทนไม่ได้แม้จะเป็น Admin แบบฟอร์มมีเลขรุ่นกำกับ ถ้าวันหน้าปรับคำถาม คำตอบเก่ายังอ่านได้ตามรุ่นเดิม คะแนนถูกแปลงเป็นสเกล 0–100 เพื่อให้เทียบข้ามหลักสูตรได้ และระบบส่งแจ้งเตือนให้ผู้เรียนตามรอบ 14 วัน / เตือนซ้ำ 3 วันก่อนปิดโดยอัตโนมัติ

รายงานผลประเมินและความครอบคลุมใน EsteeMATE แสดงต่อหลักสูตร จำนวนผู้เรียนที่จบ จำนวนที่ส่ง Level 1 ความครอบคลุม L1 เป็นเปอร์เซ็นต์ คะแนนเฉลี่ย L1 0-100 และข้อมูลเดียวกันของ Level 2 พร้อมปุ่ม Export Excel และ CSV
รายงาน “ผลประเมินและความครอบคลุม”: ความครอบคลุมและคะแนนเฉลี่ยของ L1 และ L2 ต่อหลักสูตร สังเกตว่าหลักสูตรที่ครอบคลุม 1.7% คะแนน 92 ยังอ่านอะไรไม่ได้ (ข้อมูลตัวอย่าง)

ระดับ 4 มีรายงานเตรียมไว้ เมื่อผูกหลักสูตรเข้ากับสมรรถนะหรือ KPI ระบบจะดึงคะแนนประเมินเฉลี่ยของผู้เรียนจากรอบก่อนและหลังอบรมมาเทียบให้ พร้อมบอกจำนวน “คู่ข้อมูลที่ใช้ได้” และ “ข้อมูลไม่ครบ” เพื่อไม่ให้สรุปจากตัวอย่างที่น้อยเกินไป

รายงาน Competency และ KPI ก่อน/หลัง ใน EsteeMATE แสดงหลักสูตร รายการประเมินที่เชื่อมโยง ประเภท ผู้เรียนที่จบ คู่ข้อมูลที่ใช้ ข้อมูลไม่ครบ เฉลี่ยก่อน เฉลี่ยหลัง และพัฒนาขึ้น
รายงานก่อน/หลัง: ในตัวอย่างนี้ผู้เรียน 8 คนยังไม่มีคู่ข้อมูลครบ ระบบจึงแสดงขีดแทนตัวเลข ไม่เดา

ระดับ 3 ยังไม่มีแบบฟอร์มในระบบ การประเมินพฤติกรรมโดยหัวหน้าอยู่ในแผน Phase ถัดไป ตอนนี้แนะนำให้ใช้คำถาม 3 ข้อในบทความนี้กับฟอร์มภายนอกไปก่อน

ถ้าอยากเห็นหน้าจอทั้งหมดของโมดูลฝึกอบรม อ่าน ทัวร์ระบบจัดการฝึกอบรมใหม่ทีละหน้าจอ หรือนัดดู Demo กับทีมเรา ได้เลยครับ


สรุป: ประเมินผลการฝึกอบรมให้ได้ข้อมูลที่ใช้จริง

  1. ระดับ 1–2 ทำทุกหลักสูตร ด้วยคำถามรวม 9 ข้อ ไม่ต้องมากกว่านี้
  2. ข้อแรกของ L1 ต้องเป็น “เกี่ยวข้องกับงานฉัน” เพราะเป็นข้อเดียวที่ HR แก้เองได้
  3. L2 ใช้ก่อน-หลังในฟอร์มเดียว แล้วดูส่วนต่าง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย
  4. ระดับ 3 ถามหัวหน้า ไม่ใช่ผู้เรียน และรออย่างน้อย 60 วัน
  5. ระดับ 4 ต้องมีคู่ข้อมูลก่อน-หลัง และเป็นสัญญาณ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์
  6. ดูความครอบคลุมก่อนคะแนนเสมอ เป้าหมาย 80% เปิดรับ 14 วัน เตือน 3 วันก่อนปิด

คำถามที่พบบ่อย

ต้องทำครบ 4 ระดับไหม
ไม่จำเป็น ระดับ 1–2 ทำทุกหลักสูตร ระดับ 3 เฉพาะหลักสูตรที่ลงทุนสูง ระดับ 4 เมื่อองค์กรมีรอบประเมิน Competency หรือ KPI ที่สม่ำเสมอแล้วเท่านั้น

ใช้แบบประเมินเดียวกันกับทุกหลักสูตรได้ไหม
ได้ และควรทำ เพราะทำให้เทียบข้ามหลักสูตรได้ คำถามเฉพาะหลักสูตรใส่ไว้ในช่องข้อเสนอแนะ หรือเก็บไว้ถามในระดับ 3

ควรให้ตอบแบบไม่ระบุชื่อไหม
ระดับ 1 ไม่ระบุชื่อได้ถ้าองค์กรกังวลเรื่องความเกรงใจ แต่ระดับ 2 ขึ้นไปต้องระบุ เพราะต้องจับคู่กับข้อมูลรายบุคคล วิธีกลางที่ใช้ได้คือระบุชื่อในระบบ แต่รายงานให้หัวหน้าเห็นเฉพาะค่าเฉลี่ย

วิทยากรภายนอกขอดูผลประเมินได้ไหม
ให้ดูค่าเฉลี่ยรายข้อของหลักสูตรตัวเองได้ และควรให้ เพราะเป็นข้อมูลที่เขาเอาไปปรับได้จริง แต่ไม่ให้ดูรายคนและข้อเสนอแนะที่ระบุตัวตนได้


บทความที่เกี่ยวข้อง