Category: Competency and KPI

  • Desire in Relationships

    Desire in Relationships หมายถึง ความปรารถนาและความต้องการที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์โรแมนติกหรือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากขึ้น เช่น คู่รักหรือคู่สมรส ความปรารถนานี้สามารถปรากฏในหลายด้าน รวมถึงความรู้สึกทางเพศ ความสนใจทางอารมณ์ ความผูกพันทางจิตใจ และการร่วมมือกันในชีวิตประจำวัน การที่แต่ละคนมีความปรารถนาหรือความต้องการในระดับที่แตกต่างกันอาจมีผลต่อความสัมพันธ์และการดำเนินชีวิตคู่ 1. ความปรารถนาทางร่างกาย (Physical Desire) ความปรารถนาทางร่างกายในความสัมพันธ์ส่วนใหญ่หมายถึงความต้องการที่จะมีความใกล้ชิดทางร่างกาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการสัมผัส การกอด หรือการมีเพศสัมพันธ์ ความปรารถนานี้ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คู่รักมีความพึงพอใจในความสัมพันธ์ทางร่างกายและทางเพศ การที่ทั้งสองฝ่ายมีความปรารถนาเดียวกันและสามารถตอบสนองความต้องการทางร่างกายได้อย่างเหมาะสมมักจะส่งผลให้ความสัมพันธ์นั้นมีความสุขและมีความใกล้ชิดมากขึ้น ตัวอย่าง: ความท้าทาย: ความปรารถนาทางร่างกายของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป บางคนอาจต้องการมาก ในขณะที่บางคนอาจไม่รู้สึกเช่นนั้น การสื่อสารและความเข้าใจระหว่างคู่รักจึงสำคัญมาก 2. ความปรารถนาทางอารมณ์ (Emotional Desire) ความปรารถนาทางอารมณ์เกี่ยวข้องกับความต้องการในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความใกล้ชิดทางจิตใจและอารมณ์ ความต้องการนี้รวมถึงการที่คู่รักต้องการที่จะได้รับการยอมรับ การรักและให้ความสำคัญซึ่งกันและกัน การแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยเป็นสิ่งที่สำคัญมากในความสัมพันธ์ระยะยาว ตัวอย่าง: ความท้าทาย: บางครั้งคนในความสัมพันธ์อาจไม่สามารถแสดงความรู้สึกได้อย่างเปิดเผย หรือบางครั้งอาจรู้สึกไม่สบายใจในการแสดงออกถึงความรักและความห่วงใย สิ่งนี้อาจสร้างความเครียดหรือความเข้าใจผิดในความสัมพันธ์ 3. ความปรารถนาในความเข้าใจและการสื่อสาร (Desire for Understanding and Communication) การสื่อสารที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเข้าใจในความสัมพันธ์ ความปรารถนานี้หมายถึงการที่คู่รักต้องการที่จะเข้าใจซึ่งกันและกันทั้งในเรื่องของความรู้สึก ความคิด และความต้องการ การสื่อสารที่ดีช่วยให้สามารถจัดการกับปัญหาหรือข้อขัดแย้งได้อย่างราบรื่นและช่วยให้ความสัมพันธ์แข็งแกร่งขึ้น…

  • Leveraging Desire in Marketing

    Leveraging Desire in Marketing หรือการใช้ความต้องการในด้านการตลาด เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นในการกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการตัดสินใจซื้อสินค้า หรือบริการ โดยการทำให้ผู้บริโภคเชื่อว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นสามารถตอบสนองความต้องการหรือปรารถนาของพวกเขาได้อย่างเต็มที่ โดยทั่วไปแล้ว ความต้องการ (Desire) เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่ผลักดันพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค ซึ่งสามารถนำไปใช้ในหลายแง่มุมของการตลาดได้ ดังนี้ 1. การเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค การเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคไม่ใช่แค่การขายสินค้าเท่านั้น แต่ต้องมองให้ลึกไปถึงความปรารถนา ความคาดหวัง และปัญหาที่ผู้บริโภคต้องการให้สินค้าหรือบริการช่วยแก้ไข ตัวอย่างเช่น: 2. การสร้างความต้องการใหม่ (Creating Desire) การสร้างความต้องการใหม่หมายถึงการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าพวกเขาต้องการสิ่งที่ไม่เคยคิดจะมีมาก่อน หรือบางครั้งก็อาจจะไม่เคยรู้เลยว่าสินค้าหรือบริการนั้นๆ จะสามารถตอบสนองสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ เช่น: 3. การใช้หลักการของ Psychology (จิตวิทยา) การตลาดที่ดีมักจะใช้จิตวิทยาของมนุษย์เพื่อกระตุ้นความต้องการ และทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น เช่น: 4. การใช้ Emotion (อารมณ์) การเชื่อมโยงอารมณ์กับการตัดสินใจซื้อเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่สุดในตลาด เพราะอารมณ์มักมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภคมากกว่าเหตุผล ตัวอย่างเช่น: 5. การสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในขณะซื้อหรือใช้สินค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษและต้องการกลับมาซื้อซ้ำ ตัวอย่างของการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำคือ: 6. การใช้ Storytelling การเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแบรนด์หรือสินค้าช่วยให้ลูกค้าสามารถเชื่อมโยงกับแบรนด์ในระดับอารมณ์ ตัวอย่างของการใช้เทคนิคนี้คือ: 7.…

  • ความสัมพันธ์ระหว่าง ค่านิยมองค์กร และ ประสิทธิภาพทางธุรกิจ

    ค่านิยมองค์กร (Corporate Values) หมายถึง หลักการหรือความเชื่อที่เป็นแนวทางในการดำเนินงานขององค์กร โดยสะท้อนถึงทัศนคติ พฤติกรรม และวิธีการในการปฏิบัติงานของสมาชิกในองค์กร ค่านิยมเหล่านี้มีความสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรและผลักดันการดำเนินงานในทิศทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ประสิทธิภาพทางธุรกิจ (Business Performance) หมายถึง ผลลัพธ์ที่องค์กรได้จากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ซึ่งสามารถวัดได้จากการเติบโตของรายได้ กำไร การบริหารจัดการต้นทุน การขยายตลาด หรือการรักษาความพึงพอใจของลูกค้า เป็นต้น ความสัมพันธ์ระหว่าง ค่านิยมองค์กร และ ประสิทธิภาพทางธุรกิจ เป็นเรื่องที่สำคัญมากในการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน โดยค่านิยมองค์กร (Organizational Values) สามารถส่งผลต่อประสิทธิภาพของธุรกิจในหลายๆ ด้าน ทั้งในด้านผลการดำเนินงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ซึ่งอาจอธิบายได้ตามประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1. ค่านิยมองค์กรเป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ขององค์กร ค่านิยมที่องค์กรยึดถือสามารถส่งผลโดยตรงต่อการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรในสายตาของลูกค้า ผู้ลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ องค์กรที่มีค่านิยมที่มุ่งเน้นความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์จะได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและผู้ลงทุน ซึ่งจะนำไปสู่การสนับสนุนและความภักดีที่ยั่งยืน ตัวอย่างเช่น หากองค์กรมีค่านิยมในการดูแลลูกค้าอย่างดี หรือเน้นการให้บริการที่มีคุณภาพ ลูกค้าจะรู้สึกมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการจากองค์กรนั้น ทำให้ยอดขายและผลกำไรเพิ่มขึ้นในระยะยาว 2. การตัดสินใจและการปฏิบัติงานที่มีความสอดคล้อง ค่านิยมองค์กรสามารถช่วยให้การตัดสินใจในทุกระดับขององค์กรมีทิศทางที่ชัดเจนและสอดคล้องกัน หากองค์กรกำหนดค่านิยมที่ชัดเจน เช่น การให้ความสำคัญกับคุณภาพและนวัตกรรม…

  • การวางแผนและดำเนินการให้ ค่านิยมองค์กร เป็นที่ยอมรับในทุกระดับ

    การวางแผน และดำเนินการให้ “ค่านิยมองค์กร” เป็นที่ยอมรับในทุกระดับ การทำให้ ค่านิยมองค์กร (Corporate Values) เป็นที่ยอมรับ และฝังลึกในวัฒนธรรมขององค์กร ต้องอาศัยกระบวนการที่เป็นระบบ และต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการกำหนด ทบทวน สื่อสาร และบูรณาการค่านิยมเข้าไปในทุกระดับขององค์กรอย่างเหมาะสม 1. การกำหนดและปรับปรุงค่านิยมองค์กร ก่อนที่จะผลักดันให้พนักงานทุกระดับยอมรับค่านิยมองค์กร องค์กรต้องมั่นใจว่าค่านิยมที่กำหนดขึ้นมานั้นเหมาะสม สอดคล้องกับเป้าหมาย และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง 1.1 ศึกษาและทบทวนค่านิยมปัจจุบัน 1.2 การกำหนดค่านิยมองค์กร 2. การสื่อสารและสร้างความเข้าใจในค่านิยมองค์กร 2.1 การสื่อสารอย่างเป็นทางการ 2.2 การทำให้ค่านิยมเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย 3. การบูรณาการค่านิยมองค์กรในการทำงาน 3.1 นำค่านิยมไปใช้ในกระบวนการทำงาน 3.2 เชื่อมโยงกับการบริหารบุคลากร 4. การส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้พนักงานยอมรับค่านิยม 4.1 การพัฒนาผู้นำให้เป็นแบบอย่าง (Leading by Example) 4.2 กิจกรรมส่งเสริมค่านิยมองค์กร 4.3 การให้แรงจูงใจและการยกย่องพนักงาน 5. การติดตามและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง 5.1 การวัดผลการยอมรับค่านิยม 5.2 การปรับปรุงและพัฒนาตามบริบทที่เปลี่ยนแปลง…

  • การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรผ่านค่านิยมองค์กร

    การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรผ่านค่านิยมองค์กร วัฒนธรรมองค์กรคือชุดของความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ และพฤติกรรมที่สมาชิกในองค์กรยึดถือร่วมกัน ซึ่งมีอิทธิพลต่อวิธีการทำงาน การสื่อสาร และการตัดสินใจภายในองค์กร การมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในระยะยาว ค่านิยมองค์กร (Core Values) ค่านิยมองค์กรคือหลักการหรือความเชื่อที่สำคัญขององค์กร ซึ่งเป็นแนวทางในการตัดสินใจและกำหนดพฤติกรรมของสมาชิกในองค์กร ค่านิยมองค์กรที่ดีควรมีความชัดเจน เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรผ่านค่านิยมองค์กร 1. การกำหนดค่านิยมองค์กรที่ชัดเจน 2. การสื่อสารค่านิยมองค์กรอย่างทั่วถึง 3. การนำค่านิยมองค์กรไปใช้ในการปฏิบัติจริง 4. การสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมค่านิยมองค์กร 5. การทบทวนและปรับปรุงค่านิยมองค์กรอย่างสม่ำเสมอ ตัวอย่างค่านิยมองค์กร 1. ความซื่อสัตย์ (Integrity) 2. ความรับผิดชอบ (Accountability) 3. การทำงานเป็นทีม (Teamwork) 4. การมุ่งเน้นลูกค้า (Customer Focus) 5. การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ประโยชน์ของการมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง 1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 2. สร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร 3. ดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ 4. สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน…

  • 7 ตัวอย่างค่านิยมองค์กรที่สร้าง Employee Engagement และเสริมความสำเร็จขององค์กร

    ค่านิยมองค์กร (Organizational Values) เปรียบเสมือนเข็มทิศที่นำทางให้องค์กรและบุคลากรทุกคนไปในทิศทางเดียวกัน เป็นสิ่งที่หล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กร สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ และส่งผลต่อความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จขององค์กร 7 ตัวอย่างค่านิยมองค์กรที่สามารถสร้าง Employee Engagement และส่งเสริมความสำเร็จขององค์กร ได้แก่ การนำค่านิยมองค์กรไปปฏิบัติ ประโยชน์ของค่านิยมองค์กร ตัวอย่างการนำค่านิยมองค์กรไปปฏิบัติจริง ข้อควรจำ ค่านิยมองค์กรเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้าง Employee Engagement และส่งเสริมความสำเร็จขององค์กรในระยะยาว องค์กรควรให้ความสำคัญกับการกำหนดและสื่อสารค่านิยมองค์กรให้ชัดเจน รวมถึงการนำค่านิยมองค์กรไปปฏิบัติจริงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน หากคุณกำลังมองหาเครื่องมือที่ช่วยในการประเมินผล KPI บริการของ EsteeMATE มี Features ที่จะช่วยให้คุณประเมินผล KPI ให้กับพนักงานได้ ศึกษาข้อมูลพิ่มเติมได้ ที่นี่

  • Core Values ค่านิยมองค์กร (วัฒนธรรมองค์กร) คืออะไร

    Core Values หรือ ค่านิยมองค์กร (วัฒนธรรมองค์กร) คือ หลักการหรือความเชื่อที่สำคัญที่องค์กรยึดถือและถือเป็นแนวทางในการดำเนินการต่าง ๆ ทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กร ค่านิยมองค์กรสะท้อนถึงสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญ และเป็นสิ่งที่ช่วยให้บุคลากรในองค์กรตัดสินใจได้ว่าอะไรถูกหรือผิด และจะทำงานร่วมกันอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร ค่านิยมองค์กรมีบทบาทสำคัญในการกำหนดวัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) ซึ่งจะมีผลต่อพฤติกรรมของพนักงานและการทำงานร่วมกันของทีม ค่านิยมที่ดีจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน ส่งเสริมความเชื่อมั่นและความร่วมมือ ซึ่งส่งผลต่อผลผลิตและประสิทธิภาพขององค์กร ค่านิยมองค์กร = หัวใจของวัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมองค์กร คือ บรรยากาศหรือสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ถูกสร้างขึ้นจากการรวมตัวกันของค่านิยม พฤติกรรม และทัศนคติของคนในองค์กร ซึ่งมีผลกระทบต่อการทำงานร่วมกันอย่างมาก วัฒนธรรมที่ดีสามารถทำให้พนักงานรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และทำให้องค์กรเติบโตไปในทิศทางที่ดี ค่านิยมองค์กรกับการบริหารงาน ค่านิยมไม่ใช่แค่คำพูด แต่ต้องถูกนำไปใช้จริงในการบริหารงานและการตัดสินใจทุกระดับ ค่านิยมองค์กรจะมีอิทธิพลในหลายด้าน ได้แก่: ทำไมค่านิยมองค์กรถึงสำคัญ ลักษณะของค่านิยมองค์กร ค่านิยมองค์กรมักจะประกอบด้วยหลาย ๆ มิติ เช่น ความสำคัญของค่านิยมองค์กร ค่านิยมองค์กรมีความสำคัญต่อหลายด้าน ได้แก่ การพัฒนาค่านิยมองค์กร การพัฒนาค่านิยมองค์กรให้เหมาะสมกับยุคสมัยและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ สามารถทำได้ผ่านกระบวนการต่าง ๆ เช่น ตัวอย่างของค่านิยมองค์กรที่นิยม การนำค่านิยมองค์กรไปปฏิบัติจริง สรุป ค่านิยมองค์กรคือแกนหลักที่สร้างแนวทางการทำงาน…

  • KPI ทำไมถึงสำคัญ ต่อทุกหน่วยงานในองค์กร และวิธีเริ่มต้นใช้งาน

    KPI ทำไมถึงสำคัญ เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดและติดตามความสำเร็จขององค์กรในการบรรลุเป้าหมายต่างๆ ที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ โดยที่ KPI จะช่วยให้ทุกหน่วยงานในองค์กรมีทิศทางและมุ่งไปในทิศทางเดียวกันในการทำงาน นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถประเมินผลการทำงานในด้านต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการใช้ KPI ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต้องมีการดำเนินการและปรับตัวในหลายๆ ด้าน ดังนี้ 1. การทำความเข้าใจในเป้าหมายขององค์กร การที่องค์กรสามารถกำหนด KPI ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องเริ่มจากการเข้าใจวิสัยทัศน์และเป้าหมายขององค์กรในภาพรวมก่อน โดยทั่วไปแล้วองค์กรจะมีแผนกลยุทธ์ (Strategic Plan) ที่จะกำหนดทิศทางและวัตถุประสงค์ในระยะยาว เช่น การเติบโตในตลาดใหม่ หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน หลังจากที่ได้กำหนดเป้าหมายแล้ว การเลือก KPI ที่เกี่ยวข้องก็จะง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น หากเป้าหมายขององค์กรคือการเพิ่มรายได้ KPI ที่เกี่ยวข้องอาจรวมถึง: 2. การเลือก KPI ที่เหมาะสมและสามารถวัดได้ KPI ที่ดีควรมีลักษณะที่เรียกว่า SMART ซึ่งหมายถึง: การเลือก KPI ที่ดีจะช่วยให้สามารถติดตามผลได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เสียเวลาไปกับข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง 3. การทำให้ KPI เชื่อมโยงกับงานแต่ละส่วน เมื่อได้กำหนด KPI ในระดับองค์กรแล้ว ควรมีการแตกย่อย KPI ลงไปในแต่ละหน่วยงานหรือทีมต่างๆ…

  • การใช้งาน KPI เพื่อพัฒนาธุรกิจ ตัวอย่างจริงและวิธีนำไปปรับใช้

    การใช้งาน KPI (Key Performance Indicator) หรือดัชนีชี้วัดผลสำคัญเพื่อพัฒนาธุรกิจเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการติดตามและวัดผลการดำเนินงานของธุรกิจ การกำหนด KPI ที่ถูกต้องและใช้ได้จริงช่วยให้สามารถตัดสินใจที่ดีขึ้นและบรรลุเป้าหมายขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างการใช้งาน KPI และวิธีนำไปปรับใช้มีดังนี้ ตัวอย่างการใช้งาน KPI วิธีการนำ KPI ไปปรับใช้ ข้อควรระวังในการใช้ KPI สรุป การใช้งาน KPI เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาธุรกิจ ช่วยให้ธุรกิจสามารถวัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ KPI ที่เหมาะสม และการนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การใช้ KPI ประสบความสำเร็จ หากคุณกำลังมองหาเครื่องมือที่ช่วยในการประเมินผล KPI บริการของ EsteeMATE มี Features ที่จะช่วยให้คุณประเมินผล KPI ให้กับพนักงานได้ ศึกษาข้อมูลพิ่มเติมได้ ที่นี่

  • รู้จัก KPIs ที่เหมาะสำหรับการประเมินผลพนักงานในองค์กรของคุณ

    KPIs (Key Performance Indicators) หรือ ตัวชี้วัดผลสำคัญ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดประสิทธิภาพของพนักงานในองค์กร เพื่อให้สามารถประเมินผลการทำงานได้อย่างมีระบบและชัดเจน ตัว KPIs ที่เหมาะสมสำหรับการประเมินผลพนักงานในองค์กรจะขึ้นอยู่กับลักษณะงานและเป้าหมายขององค์กรนั้น ๆ โดยสามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท เช่น 1. ด้านผลลัพธ์ (Outcome-Based) เป็น KPIs ที่มุ่งเน้นการประเมินผลลัพธ์สุดท้ายที่พนักงานสามารถทำได้ เช่น 2. ด้านกระบวนการ (Process-Based) เน้นการประเมินกระบวนการทำงานที่เป็นขั้นตอนในการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการ เช่น 3. ด้านพฤติกรรม (Behavioral) เน้นการประเมินพฤติกรรมและทักษะของพนักงานในการทำงาน เช่น 4. ด้านความพึงพอใจ (Satisfaction-Based) ใช้เพื่อประเมินความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน เช่น 5. ด้านการเรียนรู้และพัฒนา (Learning and Development) ใช้ในการประเมินการพัฒนาทักษะและความสามารถของพนักงาน เช่น 6. ด้านการรักษาพนักงาน (Employee Retention) เน้นการรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ในองค์กร เช่น ปัจจัยสำคัญในการเลือก KPIs ตัวอย่างที่ใช้บ่อย ประเภทของงาน ตัวอย่าง…