Author: Admin
-

องค์กรที่ไม่โต ส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้ที่คน
แต่แพ้ที่ระบบประเมินผลงาน หลายองค์กรลงทุนกับการจ้างคนเก่ง อบรมผู้นำวางกลยุทธ์ระยะยาวแต่กลับใช้ระบบประเมินผลงาน ที่ไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเติบโตกระดาษและ Excel ยังถูกใช้เป็นแกนหลัก ทั้งที่องค์กรคาดหวังผลลัพธ์ ที่ซับซ้อนและเร็วขึ้นทุกปี นี่ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของ “ระดับความคิด” ในการออกแบบระบบ ระบบประเมินผลจำนวนมาก ยังถูกใช้เป็นพิธีกรรมประจำปีกรอกให้ครบ ส่งให้ทัน สรุปให้จบเมื่อจบรอบ ทุกอย่างถูกเก็บ และปีหน้าก็เริ่มใหม่ เหมือนองค์กรไม่เคยเรียนรู้อะไรจากปีที่ผ่านมาเลย สิ่งที่หายไปคือ “ความต่อเนื่อง” และสิ่งที่องค์กรไม่ได้คือ “ความได้เปรียบ” Excel ทำให้เรารู้ว่าใครได้กี่คะแนน แต่ไม่เคยทำให้เรารู้ว่า ทำไมบางทีมถึงพัฒนา และบางทีมถึงวนอยู่ที่เดิม มันไม่เคยเชื่อม KPI เข้ากับการตัดสินใจ ไม่เคยทำให้ Action Plan กลายเป็นความรับผิดชอบจริง และไม่เคยช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นแนวโน้มล่วงหน้าข้อมูลมี แต่ปัญญาองค์กรไม่เกิด เมื่อองค์กรเริ่มโต ต้นทุนของระบบที่ล้าหลังจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วHR ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการประสาน แทนที่จะออกแบบอนาคตผู้จัดการเริ่มมองการประเมินเป็นภาระ ไม่ใช่เครื่องมือพัฒนาทีมและผู้บริหารเริ่มรู้สึกว่า “เราประเมินทุกปี แต่ไม่เห็นอะไรดีขึ้น”ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องคน แต่คือผลลัพธ์ของระบบที่ไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อการเติบโต องค์กรที่คิดไกล จะไม่ถามว่า “ใช้เครื่องมืออะไร”แต่จะถามว่า “ระบบนี้ทำให้องค์กรเรียนรู้เร็วขึ้นหรือไม่” ถ้าระบบประเมินผลงานยังไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ มันกำลังกลายเป็นแรงต้าน ไม่ใช่แรงส่ง
-

ระบบประเมินผลงานคือโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่งานเอกสารประจำปี
หลายองค์กรเข้าใจผิด คิดว่าระบบประเมินผลงานเป็นเรื่องปฏิบัติการ เป็นหน้าที่ของ HR และเป็นภาระที่ต้องทำให้เสร็จปีละครั้งแต่ในความเป็นจริง ระบบประเมินผลงานคือโครงสร้างพื้นฐานของการเติบโตถ้าระบบนี้อ่อน ทั้งองค์กรจะชะลอ ไม่ว่ากลยุทธ์จะดีแค่ไหน ปัญหาคือระบบจำนวนมากยังถูกออกแบบมา เพื่อรองรับ “จำนวนเอกสาร” ไม่ใช่ “จำนวนการตัดสินใจ”Excel อาจช่วยเก็บข้อมูลได้ แต่ไม่เคยช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ดีขึ้นมันไม่รู้ว่าปัญหาไหนกำลังสะสม ไม่รู้ว่าทีมไหนกำลังหลุดจากเป้า และไม่รู้ว่า Action Plan ใดไม่เคยถูกขยับเลย ทุกอย่างถูกมองย้อนหลัง ในวันที่สายเกินไปเมื่อองค์กรยังเล็ก ข้อจำกัดเหล่านี้อาจไม่ชัดแต่เมื่อองค์กรเริ่มโต ความล่าช้าของข้อมูล จะกลายเป็นความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ HR จะถูกดึงลงไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แทนที่จะเป็น partner ทางธุรกิจผู้จัดการจะใช้ประสบการณ์ส่วนตัว แทนข้อมูลและการประเมินผลงาน จะกลายเป็นสิ่งที่ทุกคน “ทำเพราะต้องทำ” องค์กรที่จริงจังกับการเติบโตจะออกแบบระบบประเมินผล ให้เป็นมากกว่าการให้คะแนนนะครับมันต้องเชื่อม KPI เข้ากับทิศทางเชื่อม Action Plan เข้ากับความรับผิดชอบและเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าไม่ใช่รายงานย้อนหลัง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ปีนี้ประเมินครบหรือยัง”แต่คือระบบที่คุณใช้อยู่ ยังรองรับองค์กรในอีก 3 ปีข้างหน้าได้หรือไม่ ถ้าไม่…..ปัญหาอาจไม่ใช่ความสามารถของคน แต่คือโครงสร้างที่ไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่ออนาคตตั้งแต่แรก
-

DISC แบบ C เมื่อความรอบคอบกลายเป็นแรงต้านการเดินหน้า
เรื่องเล่าของคนที่มีนิสัย DISC แบบ C ที่คิดถูกเกือบทุกครั้ง แต่ทีมกลับไปไม่ถึงไหน ในหลายทีม คนแบบ C มักเป็นคนที่ทุกคนพึ่งพาเวลาเกิดปัญหาซับซ้อน เขาเป็นคนที่มองเห็นรายละเอียดที่คนอื่นมองข้าม เป็นคนที่ถามคำถามยาก ๆ ก่อนที่ความผิดพลาดจะเกิด และเป็นคนที่ช่วยหยุดทีมไว้ได้ทันก่อนจะตัดสินใจพลาดอย่างไม่จำเป็น เวลามีข้อมูล ตัวเลข หรือเงื่อนไขเยอะ ๆ คนแบบนี้คือคนที่ทำให้ทุกอย่างดู “ปลอดภัย” ขึ้นทันที คนแบบนี้ ใน DISC มักถูกเรียกว่า “C” ถ้ามองเผิน ๆ ทีมที่มี C ดูเหมือนจะได้เปรียบ เพราะมีคนคอยคิด คอยเช็ก และคอยระวัง แต่ในความเป็นจริง หลายทีมกลับติดอยู่กับจุดเดิม ทั้งที่คิดครบ คิดรอบ และคิดถูกเกือบทุกครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การคิดผิด แต่อยู่ที่การคิดไม่หยุด ในเวลาที่ทีมต้องการการตัดสินใจมากกว่าความสมบูรณ์แบบ สำหรับคนแบบ C ความกดดันไม่ได้ทำให้เขารีบเหมือน D หรือพูดมากขึ้นเหมือน I และไม่ได้ทำให้เขาเงียบเพื่อรักษาความสงบเหมือน S แต่ความกดดันจะทำให้เขา “คิดลึกขึ้น” ทบทวนมากขึ้น และตั้งคำถามกับทุกสมมติฐานที่ยังไม่แน่นพอ…
-

DISC แบบ S เมื่อความร่วมมือกลายเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหา
เรื่องเล่าของ DISC แบบ S ที่ทุกทีมขาดไม่ได้ แต่ไม่มีใครได้ยินเสียง ในหลายทีม จะมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็น “แกนกลาง” ของความสงบ ไม่ใช่คนที่เสียงดังที่สุด ไม่ใช่คนที่ตัดสินใจเร็วที่สุด แต่เป็นคนที่ทำให้งานเดินต่อได้อย่างราบรื่น เป็นคนที่ใคร ๆ ก็รู้สึกสบายใจเวลาอยู่ใกล้ และเป็นคนที่ทีมมักพึ่งพาโดยไม่รู้ตัว คนแบบนี้มักไม่เรียกร้องเครดิต ไม่ผลักตัวเองขึ้นหน้า และไม่สร้างปัญหาให้ใคร คนแบบนี้ ใน DISC มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “S” คนที่ใส่ใจคนอื่นจนลืมตัวเอง ถ้าคุณมองจากภายนอก คุณอาจคิดว่าทีมที่มี S เยอะ ๆ น่าจะทำงานง่าย เพราะไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีเสียงโต้เถียง และไม่มีดราม่าให้ต้องจัดการ แต่ในความเป็นจริง ทีมแบบนี้มักมีปัญหาอีกแบบหนึ่งที่มองไม่เห็นง่าย ๆ นั่นคือ ปัญหาที่ถูกเลี่ยง ปัญหาที่ถูกเลื่อน และปัญหาที่ถูกเก็บไว้เงียบ ๆ จนกลายเป็นภาระระยะยาว ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดเพราะคนแบบ S ไม่เก่ง หรือไม่ใส่ใจ ตรงกันข้าม คนแบบ S มักเป็นคนที่ใส่ใจคนอื่นมากกว่าตัวเอง เขาให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ ความต่อเนื่อง และความมั่นคงของทีมสูงมาก…
-

DISC แบบ I เมื่อพลังบวกกลายเป็นความไม่ชัดเจน
เรื่องเล่าของ DISC แบบ I ที่ทุกคนรัก แต่ทีมกลับตามไม่ทัน ในแทบทุกทีม จะมีใครบางคนที่เวลาเขาอยู่ในห้อง บรรยากาศจะเปลี่ยนทันที การประชุมที่เงียบ ๆ จะเริ่มมีเสียงหัวเราะ ไอเดียจะถูกโยนไปมาอย่างสนุก และเรื่องที่ดูตึงเครียดก็เหมือนจะเบาลงโดยไม่รู้ตัว คนแบบนี้มักเป็นคนที่ทุกคนอยากร่วมงานด้วย เป็นคนที่ทำให้วันทำงานรู้สึกไม่หนักเกินไป และเป็นคนที่ใคร ๆ ก็พูดถึงในแง่ดี คนแบบนี้ ในโลกของ DISC มักถูกเรียกว่า “I” แต่ถ้าคุณสังเกตดี ๆ คุณอาจเคยรู้สึกอีกแบบหนึ่งร่วมด้วย เช่น ความรู้สึกว่า “คุยสนุก แต่ไม่รู้ว่าสรุปอะไรแล้วบ้าง” หรือ “เหมือนเห็นด้วยทุกอย่าง แต่พอถึงเวลาทำจริงกลับไม่ชัด” หรือแม้แต่ “งานดูเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่าตกลงเราตกลงอะไรกันไปแล้ว” ความย้อนแย้งของคนแบบ I คือ เขาเป็นคนที่สร้างพลังให้ทีมได้มากที่สุด แต่ภายใต้แรงกดดัน พลังแบบเดียวกันนั้นเอง กลับกลายเป็นต้นเหตุของความสับสนโดยที่เขาไม่เคยตั้งใจ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเพราะคนแบบ I ทำงานไม่เก่ง หรือไม่รับผิดชอบ ตรงกันข้าม คนแบบ I มักเป็นคนที่ใส่ใจคนอื่นมาก พยายามทำให้ทุกคนรู้สึกดี และไม่อยากเป็นต้นเหตุของความตึงเครียด…
-

DISC แบบ D เมื่อ “ความเร็ว” กลายเป็นแรงกดดัน
ทำไมคนที่มีพฤติกรรมนิสัย DISC แบบ D มักได้ผลลัพธ์เร็วแต่กลับสร้างแรงเสียดทานในทีมโดยไม่รู้ตัว เรื่องเล่าของคนที่มีนิสัย DISC แบบ D ที่ไม่เคยตั้งใจจะทำให้ใครอึดอัด ถ้าคุณเคยทำงานกับใครบางคนที่ทุกอย่างต้องเร็ว ต้องชัด ต้องตัดสินใจทันที คุณอาจรู้สึกว่าเขาเป็นคนเก่ง มีพลัง และน่าเชื่อถือ แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็อาจรู้สึกแปลก ๆ เวลาคุยกับเขา เหมือนต้องเตรียมคำตอบให้พร้อมตลอดเวลา เหมือนต้องคิดให้จบก่อนพูด เหมือนมีแรงกดดันบางอย่างลอยอยู่ในอากาศ แม้เขาจะไม่ได้พูดแรง ไม่ได้ดุ และไม่ได้ตั้งใจจะกดใครเลยก็ตาม คนแบบนี้มักถูกอธิบายใน DISC ว่าเป็น “D” และนี่คือกลุ่มคนที่มักถูกเข้าใจผิดมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่เพราะ DISC อธิบายเขาผิด แต่เพราะคนจำนวนมากใช้ DISC ผิดวิธีตั้งแต่แรก D คืออะไร (ในความหมายที่ใช้ได้จริง) เมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดัน คนแบบ D มักจะ: ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ข้อเสียโดยตัวมันเอง ปัญหาคือ เรามักเอา DISC ไปผูกกับ “นิสัย” หรือ “ตัวตน” ของคน ทั้งที่จริงแล้ว…
-

Succession Plan Coverage
Succession Plan Coverage KPI ที่บอกว่าองค์กร “พร้อมรับมืออนาคต” จริง หรือแค่คิดว่าเตรียมไว้แล้ว ในหลายองค์กร คำว่า Succession Plan มักถูกพูดถึงตอนผู้บริหารเริ่มกังวลกังวลว่าใครจะขึ้นแทนกังวลว่าถ้าคนสำคัญหายไป องค์กรจะสะดุดแค่ไหนแต่ปัญหาคือ ความกังวลเหล่านี้มักไม่ถูกแปลงเป็นตัวเลขที่ตรวจสอบได้ นี่คือจุดที่ KPI ชื่อ Succession Plan Coverage เข้ามามีบทบาทและเป็นเหตุผลว่าทำไม HR Director จำนวนมากถึงดึง KPI ตัวนี้ขึ้นมาไว้บน Dashboard ระดับองค์กร ที่มาของ Succession Plan Coverage KPI ตัวนี้เกิดจากคำถามง่ายมาก แต่ตอบยาก “ถ้าตำแหน่งสำคัญหายไปวันนี้ เรามีคนแทนกี่ตำแหน่ง” ไม่ใช่คำถามเชิงทฤษฎีแต่เป็นคำถามเชิงความเสี่ยงของธุรกิจ องค์กรที่เติบโตเร็วองค์กรที่พึ่งพาคนเก่งเฉพาะตัวหรือองค์กรที่มีโครงสร้างผู้จัดการไม่หนาจะเริ่มรู้สึกว่าการไม่มีตัวแทนคือความเสี่ยงที่ประเมินค่าไม่ได้ KPI ความครอบคลุมแผนสืบทอดตำแหน่งนี้ จึงถูกออกแบบมาเพื่อวัด ระดับความพร้อม ไม่ใช่ระดับผลงาน Succession Plan Coverage คืออะไร แม้องค์กรจำนวนมากจะเชื่อว่าตนเอง “มี Succession Plan แล้ว”แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่มีอยู่มักเป็นเพียงเอกสารที่ถูกอัปเดตปีละครั้ง…
-

KPI อัตราการเลื่อนตำแหน่งภายใน (Internal Promotion Rate)
ตัวชี้วัดที่ HR Director ใช้ดู “คุณภาพการพัฒนาคน” ขององค์กร ไม่ใช่แค่จำนวนการเลื่อนตำแหน่ง คือ KPI อัตราการเลื่อนตำแหน่งภายใน ในหลายองค์กร การเลื่อนตำแหน่งยังถูกมองเป็นเรื่องปลายทางของกระบวนการ HRแต่สำหรับ HR Director ที่มององค์กรในเชิงระบบ การเลื่อนตำแหน่งคือผลลัพธ์ (Outcome) ของทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ตั้งแต่การสรรหา การพัฒนา การประเมินผลงาน ไปจนถึงการวาง Succession Plan นี่คือเหตุผลที่ KPI ชื่อว่า Internal Promotion Rate มักถูกวางไว้ระดับ Corporate KPI และถูกดึงขึ้นมาดูบน HR Director Dashboard แทบทุกไตรมาส Internal Promotion Rate คืออะไร (แบบไม่อ้อมค้อม) Internal Promotion Rate คือ สัดส่วนของตำแหน่งที่ถูกเติมเต็มด้วย “คนใน” เทียบกับตำแหน่งทั้งหมดที่มีการแต่งตั้งในช่วงเวลานั้น สูตรตรงไปตรงมา ถ้าตัวเลขนี้ต่ำแปลว่าทุกครั้งที่มีตำแหน่งว่าง องค์กรต้องพึ่งคนนอก ถ้าตัวเลขนี้สูงแปลว่าองค์กร…
-

Field Execution สำหรับ Maintenance คืออะไร? ทำไมองค์กรที่ยังใช้ Excel ถึงเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว
งานซ่อมบำรุงในองค์กรไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน โกดังโรงแรม หรืองาน Facility Service ล้วนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ “ต้องมีการลงไปทำงานจริงที่หน้างาน” เพื่อซ่อม ตรวจเช็ค บันทึกข้อมูล และแก้ไขปัญหาเครื่องจักรหรือพื้นที่จริง แต่ความจริงที่เกิดขึ้นในธุรกิจส่วนใหญ่คือ ทีมงานแม้จะทำงานหน้างานจริงทุกวัน แต่ข้อมูลสำคัญกลับไม่เคยไหลเข้าองค์กรแบบเป็นระบบ ปัญหานี้ฟังดูธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้บริษัทไม่สามารถวางแผน Preventive Maintenance ได้อย่างถูกต้อง ไม่สามารถลด Downtime ได้จริง และต้องใช้เวลามากขึ้นในการแก้ปัญหาย้อนหลัง ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ควรเป็น KPI ที่สามารถวัดได้แบบ Real-time ตั้งแต่ต้นทาง เมื่อพูดถึง Maintenance หลายคนมักคิดถึง “การซ่อม” แต่ความจริงแล้ว Maintenance ไม่ได้เป็นแค่งานแก้ปัญหาเท่านั้น แต่เป็นงานที่ต้องป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำ นั่นหมายความว่า “ข้อมูล” กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องใช้วิเคราะห์ความเสี่ยง แต่ในหลายองค์กร ข้อมูลไม่เคยถูกบันทึกครบถ้วน เพราะยังอาศัย Excel รายงานภายหลัง หรือให้ช่างบันทึกบันทึกใส่กระดาษแล้วค่อยกลับมาพิมพ์ ซึ่งข้อมูลจำนวนมากจึงไม่ถูกบันทึก หรือหายไปตลอดกาล Field Execution ใน Maintenance…
-

Mobile Data Collection สำหรับ Field Sales: เก็บข้อมูลหน้างานอัตโนมัติและวัด KPI ได้ทันที
ปัญหาของทีม Field Sales ส่วนใหญ่คือไม่มีข้อมูลจริงจากหน้างาน งานขายภาคสนามของทีมขาย เป็นหนึ่งในกระบวนการที่ใช้ทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และแรงงานมากที่สุด เพราะต้องเดินทาง ออกพบลูกค้า และเก็บข้อมูลจากพื้นที่จริง แต่เมื่อถึงเวลาต้องวิเคราะห์ผลกลับพบว่า “ข้อมูลสำคัญหลายอย่างหายไประหว่างทาง” หรือกลับเข้ามาช้าเกินกว่าจะนำมาใช้ตัดสินใจได้ทัน เมื่อไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วน ผู้จัดการทีมมักตอบคำถามสำคัญไม่ได้ เช่น จริง ๆ แล้วลูกค้าแบบไหนที่มีโอกาสซื้อสูงที่สุด? ร้านไหนควรเข้าไปซ้ำ? หรือคู่แข่งกำลังทำกิจกรรมอะไรอยู่ในพื้นที่นั้น? สิ่งเหล่านี้ควรเป็นข้อมูลที่รู้ได้ทันที แต่กลับกลายเป็นต้องรอรายงานปลายสัปดาห์หรือรายเดือน เท่ากับตัดโอกาสในการปรับกลยุทธ์แบบทันท่วงที สาเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากคนทำงานไม่ดี แต่เกิดจากเครื่องมือที่ใช้ยังเป็นรูปแบบเดิม เช่น การกรอกข้อมูลลงใน Excel หรือการทำรายงานย้อนหลัง ซึ่งทำให้ข้อมูลตกหล่น ล่าช้า และมักไม่ได้บันทึกตามความจริงในช่วงเวลานั้นจริง ๆ สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ “ข้อมูล” แต่คือความสามารถในการตัดสินใจจากสถานการณ์จริงในพื้นที่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของงานขายภาคสนาม Mobile Visit Log คืออะไร? Mobile Visit Log คือการเก็บข้อมูลหน้างานบนมือถือทันที เช่น ทุกข้อมูลจะถูกส่งเข้าระบบโดยอัตโนมัติแบบ Real-time Mobile Data Collection ทำงานอย่างไร? มีเพียง…