Author: Admin
-

เจาะลึก DISC Profile: เครื่องมือช่วยให้หัวหน้าคุยกับลูกทีมได้เข้าใจขึ้น
ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้นสูงขึ้นทุกวัน การเข้าใจพฤติกรรมและบุคลิกภาพของพนักงานในทีมงานเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การใช้เครื่องมืออย่าง DISC Profile จึงกลายเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารระหว่างหัวหน้ากับทีมงาน เพื่อให้การทำงานเป็นทีมมีความสามัคคีมากขึ้น และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ DISC Profile: เครื่องมือที่ช่วยให้การสื่อสารในทีมง่ายขึ้น DISC Profile เป็นแบบประเมินบุคลิกภาพที่แสดงผลออกมาในรูปแบบของสี่ประเภทหลัก ได้แก่ Dominance (D), Influence (I), Steadiness (S), และ Conscientiousness (C) ซึ่งช่วยให้หัวหน้าและทีมงานสามารถเข้าใจสไตล์การทำงานและวิธีการสื่อสารของแต่ละบุคคลได้อย่างลึกซึ้ง การเข้าใจบุคลิกพนักงานให้ละเอียดจะทำให้การสื่อสารในทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งผลให้เกิดทีมเวิร์คและสไตล์การทำงานที่สอดคล้องกัน แบบประเมิน DISC: บันไดสู่การพัฒนาทักษะหัวหน้า การใช้แบบประเมิน DISC ฟรีเป็นขั้นตอนแรกที่ช่วยให้หัวหน้าได้รู้จักทีมงานในมุมมองใหม่ๆ ความเข้าใจบุคลิกพนักงานเหล่านี้ จะช่วยให้หัวหน้าสามารถเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เนื่องจากบางคนอาจต้องการข้อมูลที่กระชับและตรงไปตรงมา ในขณะที่บางคนอาจจะชอบการสื่อสารที่อบอุ่นและให้กำลังใจ การทราบถึงลักษณะเหล่านี้จะช่วยให้การทำงานร่วมกันเป็นทีมเกิดทักษะหัวหน้าที่มีประสิทธิภาพ ทำไมแบบทดสอบ DISC ถึงเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญในองค์กร? ในองค์กรที่ต้องมีการทำงานร่วมกันเป็นทีม การมีความเข้าใจในแบบทดสอบ DISC จะสามารถช่วยให้การจัดสรรบทบาทและหน้าที่ในทีมเป็นไปอย่างเหมาะสม DISC personality ไทย ช่วยให้การสื่อสารมีความราบรื่น ลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดความเข้าใจ ซึ่งส่งผลให้งานที่ทำร่วมกันมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สูงสุด การนำ DISC Profile ไปใช้จริงในองค์กร…
-

5 เหตุผลที่ HR ไทยควรหยุดใช้ Excel ทำงาน แล้วหันมาใช้ระบบที่เหมาะสมกับยุค AI กว่า
การใช้ Excel ในการจัดการงาน HR สำหรับหลายองค์กรไทยอาจดูเป็นเรื่องสะดวกและคุ้นเคยอย่างมาก แต่ในยุคที่เทคโนโลยีและ AI กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ระบบ HR ออนไลน์กลายเป็นที่นิยมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม เราจึงขอเสนอเหตุผล ว่าทำไม HR ไทยควรพิจารณาหยุดใช้ Excel และหันมาใช้ โปรแกรม HR ที่เหมาะสมกับยุคนี้แทน หนึ่งในข้อเสียของการใช้ Excel ในงาน HR คือการที่ข้อมูลมีความเสี่ยงต่อการผิดพลาด ไม่ว่าจะจากการกรอกข้อมูลผิดพลาดหรือการคำนวณที่ไม่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้ค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นได้ เช่น ข้อมูลการจ่ายเงินเดือนที่ผิดพลาดส่งผลต่อทั้งพนักงานและองค์กร นอกจากนี้ความผิดพลาดจากไฟล์ Excel ยังอาจทำให้ข้อมูลสูญหายหรือไม่ได้รับการสำรองอย่างเหมาะสมด้วย การที่หลายองค์กรยังคงเลือกใช้ Excel นั้นอาจเนื่องมาจากความคุ้นเคยและความประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะสั้น แต่การเปลี่ยนจาก Excel เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อการจัดการ HR โดยเฉพาะสามารถลดความเสี่ยงของความผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีกว่า โปรแกรม HR ไทยที่ทันสมัยสามารถช่วยให้การทำงาน HR ออนไลน์เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น ในยุคที่ทุกอย่างกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงแบบดิจิทัล (digital transformation) องค์กรที่ยังคงยึดติดกับการใช้ Excel เท่านั้นอาจตามไม่ทันการแข่งขัน ปัจจุบันมีระบบ HR ออนไลน์ที่สามารถผสานรวมข้อมูลจากหลายแหล่งได้อย่างง่ายดาย ซึ่งสิ่งนี้เป็นไปไม่ได้ใน…
-

ทำไมระบบ Performance Review แบบเดิมถึงทำร้ายพนักงานมากกว่าช่วย?
ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีและการจัดการพนักงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การประเมินผลการทำงานหรือ Performance Review ไทย แบบเดิมๆ ที่ยังอิงกับการประชุมประจำปีนั้น อาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการขององค์กรและพนักงานในยุคใหม่ได้เท่าที่ควร เรามาลองดูกันว่าทำไมระบบประเมินผลการทำงานแบบเดิมถึงเป็นอันตรายและทำร้ายพนักงานมากกว่าช่วย ระบบประเมินผลการทำงานแบบเดิมไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน การประเมินพนักงานปีละครั้งนั้นมักเน้นไปที่การวัดผลสำเร็จของพนักงานในช่วงเวลาที่ผ่านมาแทนที่จะมองไปข้างหน้าและพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต ด้วยเหตุนั้น HR ยุคใหม่ จึงต้องพิจารณาการนำเครื่องมือใหม่ๆ อย่าง continuous feedback เข้ามาใช้ เพื่อให้พนักงานได้รับคำแนะนำที่สามารถนำไปปรับปรุงและพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา การที่พนักงานได้รับ feedback เพียงปีละครั้งจากระบบประเมินผลการทำงานแบบเดิม อาจทำให้พนักงานรู้สึกถูกจำกัดอยู่กับมุมมองของหัวหน้าเพียงคนเดียว และอาจทำให้เกิดความไม่พอใจ ความขัดแย้ง หรือแม้กระทั่งการลดทอนแรงจูงใจในการทำงาน ด้วยเหตุนี้ การนำเอาระบบที่ให้อิสระในเรื่องของ feedback หรือที่เรียกว่า check-in system เพื่อให้หัวหน้างานและพนักงานสามารถพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ และสามารถอภิปรายเป้าหมายและปัญหาการทำงานได้ทันทีจึงเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ การประเมินพนักงานแบบเดิมยังอาจไม่สามารถส่งเสริมการพัฒนาของพนักงานได้อย่างแท้จริง การมุ่งเน้นเพียงผลลัพธ์ที่ได้ อาจทำให้พนักงานรู้สึกว่าบริษัทไม่สนใจใน ศักยภาพและการเติบโตของพวกเขา จึงควรส่งเสริมให้เกิด employee development ผ่านการฝึกอบรมและการสนับสนุนการเรียนรู้ในที่ทำงาน อีกหนึ่งข้อเสียเปรียบคือประสิทธิภาพของระบบประเมินผลการทำงานแบบเดิม อาจไม่สามารถมองเห็นประสิทธิภาพและผลกระทบของการทำงานได้เท่าที่ควร application ของ employee performance management ที่ให้ feedback และคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง คือสิ่งหนึ่งที่องค์กรควรนำมาพิจารณาใช้…
-

จาก HRMS สู่ Employee Experience: ถอดบทเรียน ประสบการณ์การเปลี่ยนผ่านที่เราอยากบอก
ในทศวรรษที่ผ่านมา วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีในภาค HR ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การจัดการเงินเดือนของพนักงาน ไปสู่การมองที่คุณค่าและการมีส่วนร่วมของพนักงานเอง การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงความจำเป็นในการทำความเข้าใจผู้คนในสถานที่ทำงานได้ลึกซึ้งกว่าเดิม ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแนวคิด Employee Experience Platform ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้ องค์กรที่นำนวัตกรรม HR Tech ไทยมาใช้ มีการพัฒนา Payroll SAAS ที่สามารถจัดการเอกสารเงินเดือนและดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำระบบ HR ออนไลน์เข้ามาประยุกต์ใช้ทำให้การจัดการเรื่องนี้ง่ายขึ้นและมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ HR Software ไทยยังมีความสามารถในการรวบรวมข้อมูลระดับสูงเพื่อการวิเคราะห์ประสบการณ์พนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ การที่ HR จะต้องปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น SaaS สำหรับ HR เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ การมุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์พนักงานไม่ใช่แค่ความสะดวกสบายในงานประจำวันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีส่วนร่วมและความรู้สึกที่ดีต่อตำแหน่งงานและองค์กรโดยรวม วิธีการที่ HR Tech ไทยสามารถช่วยสนับสนุนสิ่งนี้คือการให้ข้อมูลเชิงลึกซึ่งทำให้ฝ่ายจัดการสามารถตัดสินใจอย่างชาญฉลาด ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพนักงานนั้นสามารถนำไปใช้ปรับปรุงนโยบายและวิธีการจัดการภายในองค์กรให้ดีขึ้น ในด้านของ Payroll SAAS และ HR Software ไทย สิ่งสำคัญคือความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์พนักงานในทุกรูปแบบ ตั้งแต่การตรวจสอบความพึงพอใจในงาน ไปจนถึงการปรับตัว HR ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสร้างแรงจูงใจให้พนักงาน…
-

ฟรี! DISC Assessment สำหรับทีม: เริ่มต้นเข้าใจทีมคุณในไม่กี่คลิก
ในยุคที่การบริหารทีมไม่ใช่แค่เรื่อง KPI หรือ OKR อีกต่อไป องค์กรที่ก้าวหน้าเริ่มตระหนักว่า “ความเข้าใจซึ่งกันและกัน” คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมทำงานได้อย่างลื่นไหลและยั่งยืนมากขึ้น และหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรเข้าใจคนในทีมได้อย่างเป็นระบบและใช้งานง่าย คือ DISC Personality Assessment หลายองค์กรยังไม่รู้ว่า DISC ไม่ได้มีไว้แค่ให้ “รู้จักตัวเอง” เท่านั้น แต่สามารถใช้เพื่อ วิเคราะห์ภาพรวมของทั้งทีม และใช้เป็นข้อมูลเพื่อปรับปรุงการสื่อสาร การมอบหมายงาน การวางแผนพัฒนาบุคลากร และแม้กระทั่งการจัดทีมในโปรเจกต์ต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น — และข่าวดีคือ ตอนนี้คุณสามารถเริ่มต้นได้ “ฟรี” ไม่ต้องซื้อซอฟต์แวร์แพง ๆ หรืออบรมหลายวัน DISC Assessment สำหรับ “ทั้งทีม” คืออะไร? โดยทั่วไป DISC มักถูกใช้ในระดับบุคคล คือให้พนักงานแต่ละคนทำแบบทดสอบแล้วรับผลลัพธ์ส่วนตัว แต่เมื่อคุณให้สมาชิกทุกคนในทีมทำแบบทดสอบเดียวกัน แล้วนำผลลัพธ์มาวิเคราะห์รวมกัน คุณจะได้มุมมองใหม่ที่ทรงพลัง: DISC Team Assessment คือการ “เปิดแผนที่พฤติกรรมของทีม” เพื่อดูว่า จุดแข็ง จุดอ่อน และสไตล์ของแต่ละคนจะเสริมกันหรือชนกันอย่างไร ข้อดีของการใช้…
-
DISC กับการทำงานเป็นทีม: ทำไมเข้าใจตัวเองและเพื่อนร่วมงานจึงสำคัญ?
ในโลกของการทำงานยุคใหม่ที่ต้องพึ่งพาทีมเวิร์คมากขึ้นทุกวัน ความเข้าใจใน “มนุษย์” กลายเป็นทักษะที่สำคัญไม่แพ้ความรู้ทางเทคนิค เพราะแม้จะมีคนเก่งมากมายในทีม แต่หากไม่เข้าใจกัน การทำงานก็อาจกลายเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและประสิทธิภาพที่ตกต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ หนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยสร้างสะพานแห่งความเข้าใจในที่ทำงานได้อย่างทรงพลัง คือแบบทดสอบ DISC Personality Test DISC เป็นโมเดลที่แบ่งลักษณะพฤติกรรมของคนออกเป็น 4 แบบหลัก ได้แก่ D (Dominance), I (Influence), S (Steadiness) และ C (Conscientiousness) โดยแต่ละคนจะมีส่วนผสมของทั้ง 4 ประเภทในระดับที่ต่างกัน ทำให้แต่ละคนมีแนวโน้มในการตัดสินใจ สื่อสาร หรือรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน การเข้าใจว่าตนเองและเพื่อนร่วมงานมีพฤติกรรมแบบไหนจึงสามารถลดความเข้าใจผิด สร้างความไว้วางใจ และทำให้ทีมทำงานร่วมกันได้อย่างกลมกลืนมากขึ้น ประโยชน์หลักของ DISC ที่ชัดเจนที่สุดคือการช่วยให้การสื่อสารในทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะคนแต่ละประเภทต้องการวิธีการสื่อสารที่แตกต่างกัน เช่น คนประเภท D ต้องการการพูดตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม และเน้นผลลัพธ์ ส่วนคนประเภท I ชอบการสื่อสารที่เป็นกันเอง อบอุ่น และสนุกสนาน ขณะที่คนแบบ S ต้องการเวลาในการคิดและไม่ชอบถูกกดดันให้ตัดสินใจเร็ว…
-
คุณเป็นสาย D, I, S หรือ C? ค้นพบสไตล์การทำงานของคุณด้วย DISC Personality Test
ทำไมบางคนถึงกล้าพูด กล้าตัดสินใจ แต่บางคนเงียบ ชอบรอให้คนอื่นเริ่มก่อน? ทำไมบางคนดูผ่อนคลายมาก แต่บางคนต้องเป๊ะทุกเรื่อง? คำตอบอาจไม่ใช่แค่นิสัย… แต่มาจาก “สไตล์พฤติกรรมตามโมเดล DISC” ที่ฝังอยู่ในตัวคุณ 🎯 DISC คืออะไร? DISC คือแบบจำลองบุคลิกภาพที่แบ่งพฤติกรรมของคนออกเป็น 4 ประเภทหลัก โดยอิงจากวิธีที่เราตอบสนองต่อ ปัญหา คน กระบวนการ และกฎเกณฑ์ DISC Type คำเต็ม สื่อถึงอะไร D Dominance ความมุ่งมั่น ควบคุม ตัดสินใจเร็ว I Influence ความเป็นมิตร โน้มน้าวใจ พูดเก่ง S Steadiness ความมั่นคง อดทน ซื่อสัตย์ C Conscientiousness ความแม่นยำ มีระบบ มีเหตุผล 🔍 มารู้จักทั้ง 4 สไตล์อย่างละเอียด 🟥 D – Dominance…
-
รู้จักตัวเองให้มากขึ้นใน 10 นาที ด้วย Free DISC Test
คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนชอบทำงานเร็ว บางคนชอบวางแผนอย่างละเอียด บางคนชอบเข้าสังคม ส่วนบางคนชอบทำงานเงียบ ๆ คนเดียว?คำตอบอาจอยู่ใน “DISC Personality Profile” ของคุณ DISC คืออะไร? DISC เป็นเครื่องมือวิเคราะห์บุคลิกภาพที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก แบ่งออกเป็น 4 สไตล์หลัก: ทุกคนล้วนมีส่วนผสมของทั้ง 4 แบบ แต่จะมี “สไตล์หลัก” ที่โดดเด่นกว่า และนั่นคือกุญแจสำคัญในการเข้าใจตนเอง ทำไมคุณควรลองทำ DISC Test? ✅ เข้าใจตนเองลึกขึ้น✅ รู้จุดแข็ง-จุดอ่อนของตัวเอง✅ เข้าใจว่าทำไมคุณถึงคิด/ทำแบบนั้นในบางสถานการณ์✅ นำไปปรับใช้ในการทำงาน การสื่อสาร และการพัฒนาตนเอง✅ ฟรี และใช้เวลาแค่ 10 นาที แบบทดสอบนี้เหมาะกับใคร? ทำแบบทดสอบนี้แล้วได้อะไร? หลังจากคุณทำแบบทดสอบเสร็จ จะได้รับ: หากคุณทำในนามองค์กรหรือทีม ยังสามารถดูภาพรวมของทีมได้ด้วย เช่นว่า ทีมของคุณมีความสมดุลแค่ไหน มีจุดอ่อนหรือจุดแข็งอะไร และควรปรับสมดุลทีมอย่างไร พร้อมหรือยัง? 📍 ฟรี 100%📍 ไม่ต้องสมัครสมาชิก📍 ทำได้ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์📍 ใช้เวลาไม่เกิน…
-
เบื้องหลังทีมเวิร์กที่แข็งแกร่ง: คือการประเมินที่มองเห็น “คน” จากทุกมุม
องค์กรที่ดีไม่ใช่แค่มีคนเก่ง แต่ต้อง “ดึงศักยภาพของทุกคนออกมาให้ได้”และหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้นำเห็น “คน” อย่างรอบด้าน ก็คือ การประเมินแบบ 360 องศา ลองนึกถึงพนักงานที่เก่งเงียบๆ ไม่ค่อยพูด แต่เพื่อนร่วมงานต่างยอมรับในความรับผิดชอบและความร่วมมือหรือหัวหน้าคนหนึ่งที่ผลงานดีเยี่ยม แต่ลูกน้องกลับรู้สึกกดดันเพราะไม่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นข้อมูลเหล่านี้มักไม่ปรากฏในการประเมินแบบเดิม แล้ว 360-Degree Feedback ช่วยอะไรได้? เห็นพฤติกรรม “จริง” จากมุมที่ระบบอื่นวัดไม่ได้ การทำงานร่วมกันในชีวิตจริงไม่สามารถวัดได้จาก KPI อย่างเดียว การฟังเสียงจากผู้มีปฏิสัมพันธ์จริงๆ จะให้ insight ที่ลึกกว่า ช่วยให้ HR วางแผนพัฒนาบุคลากรอย่างตรงจุด เมื่อรู้ว่าพนักงานแต่ละคนมีจุดแข็งใดบ้าง และมี feedback ในเรื่องใดบ่อยที่สุด HR สามารถวางแผน Coaching, Training หรือ Mentoring ได้แม่นยำยิ่งขึ้น ป้องกันปัญหาที่มักถูกซ่อนไว้ภายใต้ตัวเลข คะแนนผลงานอาจสูง แต่ถ้าทีมรู้สึกไม่สบายใจร่วมงาน หรือมีความตึงเครียดที่ถูกละเลย องค์กรจะเสี่ยงต่อการสูญเสียบุคลากรดีๆ โดยไม่รู้ตัว ทำไม EsteeMATE ถึงเหมาะกับการใช้ 360-Degree Feedback? นอกจากนี้ยังสามารถ export รายงานเพื่อใช้ในการประชุม,…
